พ.ศ. 2508 - พ.ศ. 2519

Steve Biko: กลุ่มองค์กรความเคลื่อนไหวการตื่นตัวของคนผิวดำ

Steve Biko Foundation

ปีที่ผ่านมาของ SASO, BCP และ BPC

Stephen Bantu Biko was an anti-apartheid activist in South Africa in the 1960s and 1970s. A student leader, he later founded the Black Consciousness Movement which would empower and mobilize much of the urban black population. Since his death in police custody, he has been called a martyr of the anti-apartheid movement. While living, his writings and activism attempted to empower black people, and he was famous for his slogan “black is beautiful”, which he described as meaning: “man, you are okay as you are, begin to look upon yourself as a human being”.

Scroll on to learn more about this iconic figure and his pivotal role in the Black Consciousness Movement...

"การตื่นตัวของคนผิวดำเป็นทัศนคติเกี่ยวกับจิตใจและวิถีชีวิต เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในโลกของคนผิวดำมานานแล้ว" - Biko

1666/67 มหาวิทยาลัยนาทาล SRC

เมื่อจบการศึกษาที่วิทยาลัยเซนต์ฟรานซิสแล้ว Biko ก็ลงทุะเบียนเรียนแพทยศาสตร์สำหรับคนผิวดำที่มหาวิทยาลัยนาทาล มหาวิทยาลัยดังกล่าวเชื่อถือในแนวคิดเสรีนิยมและเป็นศูนย์รวมเหล่าผู้นำของแนวคิดในช่วงนั้น มหาวิทยาลัยแห่งนาทาลยังดึงดูดอดีตนักวิชาการผิวดำจำนวนหนึ่งให้มายังที่นี่ ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิชาการที่มีความสามารถรมากที่สุดในสังคมของคนผิวดำ ผู้ซึ่งถูกขับออกจากวิทยาลัยคนผิวดำ เนื่องจากกฎหมายเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยในปี 1959 นอกจากนี้มหาวิทยาลัยแห่งนาทาลยังดึงดูดบรรดาคนหนุ่มสาวที่ฉลาดที่สุดจากส่วนต่างๆ ของประเทศและแนวคิดทางการเมืองให้มาสมัครเป็นนักศึกษาด้านกฎหมายและนักศึกษาแพทย์อีกด้วย การรวมตัวกันของกลุ่มคนดังกล่าวที่มหาวิทยาลัยแห่งนาทาลในยุค 60 ได้เปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นศูนย์กลางทางปัญญาอย่างแท้จริง ซึ่งโดดเด่นด้วยวัฒนธรรมการบรรยายทางการเมืองที่จริงจังและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ในที่สุดมหาวิทยาลัยได้กลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า Durban Moment 

ที่มหาวิทยาลัยนาทาล Biko ได้เริ่มงานของเขาอย่างกระตือรือร้น เขาได้รับอิทธิพลและในทางกลับกันก็มีอิทธิพลต่อสภาพแวดล้อมที่เปี่ยมด้วยพลังและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ เขาได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ในสภาผู้แทนนักศึกษา (Student's Representative Council - SRC) ในปี 1966 และ 1967 ซึ่งเป็นปีที่เขาสมัครเข้าเรียน ถึงแม้ว่าในช่วงแรกเขาจะสนับสนุนกลุ่มนักศึกษาจากหลายเชื้อชาติ ซึ่งโดยส่วนใหญ่คือ สหภาพนักศึกษาในแอฟริกาใต้แห่งชาติ (National Union of South African Students - NUSAS) แต่กลุ่มคนจำนวนหนึ่งในมหาวิทยาลัยก็ไม่เห็นด้วย NUSAS อย่างสิ้นเชิง ซึ่งนักศึกษาผิวดำใช้เวลาหลายปีเพื่อเรียกร้องแต่ก็ไม่เป็นผล ความรู้สึกไม่พอใจในเรื่องลัทธิเสรีนิยมของคนผิวขาวนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับ Steve Biko ซึ่งเคยประสบความผิดหวังที่คล้ายคลึงกันมาก่อนแล้วที่เลิฟเดล

นักศึกษาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยนาทาล (จากซ้ายไปขวา: Brigette Savage, Rogers Ragavan, Ben Ngubane และ Steve Biko)
เอกสารแต่งตั้ง Biko เป็นผู้แทน SRC เข้าร่วมการประชุม NUSAS ประจำปี

ในปี 1967 Biko ได้ร่วมเป็นผู้แทนของ SRC ในการประชุมประจำปีของ NUSAS ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยโรดส์ เกิดข้อพิพาทหนึ่งขึ้นในที่ประชุมเมื่อสถาบันที่เป็นเจ้าภาพห้ามมิให้ผู้แทนต่างเชื้อชาติพักร่วมกันซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายพื้นที่เฉพาะกลุ่ม หนึ่งในกฎหมายที่เหยียดผิว NUSAS แสดงตัวว่ารังเกียจกฎหมายดังกล่าวแต่ก็ไม่ต่อต้าน โดยเลือกเดินสายกลางด้วยการประณามผู้แทนของมหาวิทยาลัยโรดส์ในขณะเดียวกันก็ตักเตือนผู้แทนผิวดำให้ดำเนินการภายในขอบเขตของกฎหมาย สำหรับ Biko แล้ว นี่เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจ 

สุนทรพจน์ที่ SASO โดย ดร. Saleem Badat ผู้เขียนหนังสือ Black Man You Are on Your Own

ด้วยความโกรธเกรี้ยว Biko ดูแคลนการผสมผสานอย่างจอมปลอมของกลุ่มการเมืองของนักศึกษาและเสียดสีลัทธิเสรีนิยมว่าเป็นเสียงสะท้อนที่ไร้ความหมายจากผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจจริงในการต่อต้านสถานการณ์ตรงนี้ แต่กลับอยากฉกฉวยสิ่งที่ดีที่สุดให้ตนเอง "จากเอกสิทธิ์ของชนผิวขาว" นี่เป็นที่มาของการอภิปรายที่รู้จักกันในชื่อ การอภิปรายถึงทางออกที่ดีที่สุด: กลุ่มเสรีนิยมที่เป็นคนผิวขาวเป็นผู้ที่สามารถกำหนดจังหวะเวลาและวิธีการต่อต้านของคนผิวดำได้อย่างดีที่สุดกระนั้นหรือ (Best-able debate: Were white liberals the people best able to define the tempo and texture of black resistance?)

การอภิปรายครั้งนี้มีแรงผลักดันอยู่สองประการ ประการหนึ่งคือการมุ่งเป้าไปที่การเสียดสีเหน็บแนมสังคมที่ซับซ้อนและมีอำนาจของคนผิวชาวและท้าทายการจัดตั้งองค์กรเสรีนิยมเพื่อให้คิดใหม่เกี่ยวบทบาทที่ควรจะเป็นของตนในฐานะกระบอกเสียงของผู้ที่ถูกกดขี่ อีกประการหนึ่งคือ การอภิปรายนี้มีจุดประสงค์เพื่อวิพากษ์วิจารณ์สังคมของคนผิวดำอย่างตรงไปตรงมาและเท่าเทียม โดยมุ่งเป้าไปที่ความอ่อนแอที่ทำให้คนผิวดำต้องตกอยู่ในบทบาทของ "ผู้เฝ้าดู" ตลอดมาในประวัติศาสตร์ ในวันที่ 7 เมษายน 1960 การสั่งห้ามเคลื่อนไหวที่มีต่อพรรคสมัชชาแห่งชาติแอฟริกาและพรรคแพนแอฟริกันครองเกส รวมถึงการจำคุกผู้นำของขบวนการปลดปล่อยได้สร้างวัฒนธรรมของความไม่แยแสสนใจของคนในสังคม 

Bantu Stephen Biko

"เราได้ออกเดินทางเพื่อแสวงหามนุษยธรรมที่แท้จริง และที่ใดสักแห่งในขอบฟ้าไกลเราจะเห็นรางวัลที่ส่องแสงเรืองรอง มาร่วมเดินไปพร้อมกันด้วยความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว ดึงความแข็งแกร่งจากชะตากรรมที่มีร่วมกันและภราดรภาพของเรา ที่สุดแล้วเราจะไปถึงจุดที่จะสามารถมอบของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เป็นไปได้แก่แอฟริกาใต้ นั่นคือความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง"

Biko โต้แย้งว่าเสรีภาพที่แท้จริงจะเป็นไปได้ต่่อเมื่อคนผิวดำเป็นผู้ทำการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง ในความเห็นของเขา หน้าที่นี้เป็นการทำงานในเรื่องอ้ตลักษณ์ใหม่และความตื่นตัว ลบปัญหาความรู้สึกด้อยกว่าที่ระบาดไปทั่วสังคมของคนผิวดำ สังคมของคนผิวขาวและผิวดำจะต้องพูดคุยถึงปัญหาเรื่องเชื้อชาตินี้อย่างเปิดเผยเท่านั้น จึงจะมีความหวังสำหรับการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมและการยุติปัญหาการเหยียดสีผิวอย่างแท้จริง   

ข้อความถอดเสียงจากบทสัมภาษณ์ของ Biko ในปี 1972

ในการประชุมขององค์กรพลังของชาวคริสเตียนในมหาวิทยาลัย (University Christian Movement - UCM) ที่สตัตเตอร์ไฮม์ ในปี 1968 Biko ได้ก้าวรุกสู่ภาคการเมืองของนักศึกษาผิวดำโดยกำหนดเป้าหมายที่บุคคลสำคัญและกุมบังเหียนการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนผิวดำ ต่อมาในปี 1969 ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทซึ่งอยู่ใกล้เปียเตอร์สเบิร์ก Biko พร้อมด้วยนักศึกษาของมหาวิทยาลัยนาทาลซึ่งเป็นผู้นำได้เปิดตัวองค์กรเฉพาะนักศึกษาผิวดำเท่านั้นในชื่อที่ว่า องค์กรนักศึกษาแอฟริกาใต้ (South African Student Organization - SASO) โดยมุ่งมั่นในหลักปรัชญาแห่งการตื่นตัวของคนผิวดำ ซึ่ง Biko ได้รับเลือกให้เป็นประธาน

แถลงการณ์ของนักศึกษาผิวสี

แนวคิดที่ว่าคนผิวดำสามารถกำหนดและจัดระเบียบตนเอง รวมทั้งกำหนดชะตากรรมของตนเองผ่านอัตลักษณ์ทางการเมืองและวัฒนธรรมได้หยั่งรากลึกลงในการตื่นตัวของคนผิวดำและมีการเผยแพร่ไปทั่วมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ของคนผิวดำ ในกลุ่มของผู้ที่เคยประสบกับความขุ่นเคืองใจที่ต้องยอมตามคนผิวขาวมาเป็นเวลานานหลายปี ในช่วงเวลาสั้นๆ SASO ก็ได้ชื่อว่าเป็น "พลังสีดำ" และมนุษยนิยมแอฟริกันและได้รับการสนับสนุนจากแนวคิดที่มาจากชุมชนชาวแอฟริกันพลัดถิ่น (Diasporan Africa) ความสำเร็จในการประกาศอิสรภาพจากผู้ครองอาณานิคมของประเทศอื่นๆ จำนวนมากในทวีปก็เป็นแรงผลักดันหนึ่งในการตื่นตัวของคนผิวดำ

คำนิยามของคำว่าความตื่นตัวของคนผิวดำ (Black Consciousness) โดย SASO
ปกจดหมายข่าวของ SASO ในปี 1971

"ในปี 1968 เราเริ่มก่อตั้งองค์กรที่ขณะนี้มีชื่อว่า SASO โดยมีพื้นฐานหลักมาจากการตื่นตัวของคนผิวดำ มีสาระสำคัญคือ เพื่อให้คนผิวดำยกระดับสถานะของตนเองโดยมองที่คุณค่าต่างๆ ที่ทำให้เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนเองในสังคม"- Biko

ปกจดหมายข่าวของ SASO ในปี 1971 
ปกจดหมายข่าวของ SASO ในปี 1972
ปกจดหมายข่าวของ SASO ในปี 1972
หน้าปกของจดหมายข่าวของ SASO ปี 1973
ปกจดหมายข่าวของ SASO ในปี 1975
Steve Biko พูดคุยเกี่ยวกับ BCM

องค์กรอนุสัญญาของคนผิวดำ (Black People’s Convention)

ในปี 1971 SASO ได้แผ่อิทธิพลไปทั่วสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ผู้คนที่เข้าร่วมกับ SASO จำนวนมากขึ้นออกจากระบบมหาวิทยาลัยและต้องการศูนย์กลางทางการเมือง ผู้นำของ SASO เสนอขอจัดตั้งกลุ่มย่อยภายในองค์กรเพื่อครอบคลุมภาคพลเมืองให้กว้างขวางยิ่งขึ้น องค์กรว่าด้วยอนุสัญญาของคนผิวดำ (Blace Pleople's Convention - BPC) จึงถูกจัดตั้งขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายดังกล่าวในปี 1972 BPC ได้เข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาของแรงงานผิวดำโดยทันที ซึ่งในขณะนั้นกฎหมายยังไม่ยอมรับสหภาพของแรงงานดังกล่าว การดำเนินการอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้องค์กรเกิดความขัดแย้งกับหน่วยงานด้านการรักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงสิ้นปี กล่าวกันว่า BPC มีหน่วยงานสาขาถึง 41 สาขา ผู้นำทางศาสนาที่เป็นคนผิวดำ ศิลปิน กลุ่มแรงงาน และบุคคลในภาคส่วนอื่นๆ ได้เข้ามาข้องเกี่ยวกับการเมืองมากขึ้น และแม้ว่าผู้นำบางรายในการเคลื่อนไหวจะถูกคำสั่งห้ามในปี 1973 ผู้นำในเรื่องการตื่นตัวของคนผิวดำกลับมีการท้าทายอำนาจของคนผิวขาวอย่างเปิดเผย อาจหาญ และยั่วยุอย่างยิ่ง  

บัตรสมาชิก BPC
รายงานการประชุมครั้งแรกขององค์กรอนุสัญญาของคนผิวสี (Black People's Convention)

ในปี 1974 ผู้นำของ SASO และ BPC จำนวน 9 คนถูกจับกุมในข้อหาปลุกระดม ผู้ถูกกล่าวหาใช้การสอบสวนระยะเวลา 17 เดือนนี้เป็นฐานในการแถลงการณ์เรื่องการตื่นตัวของคนผิวดำซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่าการสอบสวนในเรื่องแนวคิด (Trial of Ideas) บรรดาผู้นำดังกล่าวถูกตัดสินว่ากระทำผิดจริง และถูกลงโทษจำคุกในหลายข้อหา แม้ว่าจะถูกประกาศให้พ้นผิดในข้อหาหลักที่ว่ากล่าวหาว่าเป็นบุคคลสมรู้ร่วมคิดในการปฏิวัติ  

หัวข้อข่าวการพิจารณคดีของ SASO/BPC
หัวข้อข่าวการพิจารณคดีของ SASO/BPC
เหล่าสมาชิก BPC
หัวข้อข่าวเกี่ยวกับ SASO/BPC
โปสเตอร์จากการชุมนุม Viva Frelimo ในปี 1974

การถูกตัดสินว่ากระทำผิดของพวกเขากลับทำให้กลุ่มองค์กรความเคลื่อนไหวการตื่นตัวของคนผิวดำแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นนี้นำไปสู่การก่อตั้งองค์กรพลังนักเรียนแอฟริกันใต้ (South African Students Movement - SASM) ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายและก่อตั้งในระดับมัธยมศึกษา SASM มีบทบาทสำคัญในการลุกฮือของนักเรียนในปี 1976 

Barney Pityana สมาชิกผู้ก่อตั้ง SASO

ในปี 1972 ซึ่งเป็นปีที่จัดตั้ง BPC Biko ถูกไล่ออกจากโรงเรียนแพทย์ เนื่องจากกิจกรรมทางการเมืองของเขาดึงเวลาในการศึกษาของเขาไปจนหมดสิ้น ที่สำคัญกว่านั้นคือ Barney Pityana เพื่อนสนิทของเขากล่าวว่า "การแสวงหาความรู้ของเขาขยายตัวออกกว้างเกินขอบเขตด้านการแพทย์เสียแล้ว" Biko ได้ศึกษาต่อด้านกฎหมายกับมหาวิทยาลัยแห่งแอฟริกาใต้ในภายหลัง

แบบฟอร์มใบสั่งซื้อตำรากฎหมายของ Steve Biko

เมื่อออกจากมหาวิทยาลัย บีโคเข้าร่วมกลุ่มชุมชนคนผิวดำ (Black Community Programmes - BCP) ที่เดอร์บาน ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยขององค์กรอนุสัญญาของคนผิวดำที่ได้รับการพัฒนาจนเข้มแข็งแล้ว โดยเข้ามาในฐานะลูกน้องที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของ Ben Khoapa กลุ่มชุมชนคนผิวดำมีส่วนร่วมในโครงการระดับชุมชนและเผยแพร่สิ่งตีพิมพ์iายปีชื่อ Blace Review ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการวิเคราะห์แนวโน้มทางการเมืองในประเทศ 

แผ่นพับของกลุ่มชุมชนคนผิวดำ 
ภาพรวมของ BCP
Ben Khoapa ผู้นำของ BCP
สำนักงานใหญ่เดิมของ BCP ณ บ้านเลขที่ 86 ถนนเบียทริซ  

"ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับตัวผมอย่างหนึ่งคือ ผมไม่เคยแสดงความหวาดกลัว"

- Biko

Ben Khoapa บนถนนเบียทริซในปี 2007
คำสั่งห้ามเคลื่อนไหวสำหรับ Biko

เมื่อ Biko ถูกสั่งห้ามในเดือนมีนาคม 1973 ซึ่งรวมถึง Khaopa, Pityana และคนอื่นๆ เขาถูกเนรเทศออกจากเดอร์บานไปยังบ้านของเขาในเมืองคิงวิลเลียมส์ ผู้นำอื่นๆ จำนวนมากของ SASO, BPC และ BCP ถูกย้ายไปยังสถานที่ที่กระจัดกระจายและแยกห่างจากกัน นอกเหนือจากการทำให้องค์กรไม่สามารถปฏิบัติงานได้แล้ว การมีคำสั่งห้ามยังมีจุดประสงค์เพื่อทำลายขวัญกำลังใจของผู้นำแต่ละคน ทำให้หลายคนไม่มีการเคลื่อนไหวเนื่องจากคำสั่งห้ามที่ออกมาและหมดบทบาทไปในที่สุด 

หลังจากการมีคำสั่งห้าม บีโคได้ตั้งเป้าหมายไปยังเหล่าปัญญาชนซึ่งเขาทำงานด้วยอย่างเข้มแข็งพอๆ กับที่เขาทำงานกับเหล่าปัญญาชนนักวิชาการที่มหาวิทยาลัยนาทาล เพียงแต่ในช่วงเวลานี้ เขาเน้นหนักที่การทำงานเกี่ยวกับแนวคิดของ BC ในเรื่องการพัฒนาในภาคปฏิบัติ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นภายใน SASO และ BPC เขาได้ก่อตั้งสำนักงานของกลุ่มชุมชนคนผิวดำในเมืองคิงวิลเลียมส์ (บ้านเลขที่ 15 ถนนลีโอโพลด์) ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งผู้บริหารสาขา องค์กรมุ่งเน้นในเรื่องโครงการต่างๆ ด้านสุขภาพ การศึกษา การสร้างงาน และด้านอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชน

ตึกสำนักงานเดิมของ BCP ณ บ้านเลขที่ 15 ถนนลีโอโพลด ในเมืองคิงวิลเลี่ยม

หลังจากนั้นไม่นานก่อนที่คำสั่งห้ามของเขาจะถูกแก้ไขและทำให้เขาไม่สามารถทำงานสำคัญๆ ร่วมกับ BCP ได้อีกต่อไป Biko ไม่สามารถพบปะกับคนมากกว่าหนึ่งคนในแต่ละครั้งได้ เขาไม่สามารถออกจากเขตปกครองของเมืองคิงวิลเลียมส์ได้โดยที่ไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาไม่สามารถมีส่วนร่วมในงานสาธารณะต่างๆ และไม่สามารถถูกกล่าวถึงหรืออ้างอิงคำพูดได้

คลินิกซาเนมปิโลของ BPC

ข้อจำกัดเหล่านี้ที่มีต่อตัวเขาและคนอื่นๆ ใน BCM และการถูกจับกุมเป็นประจำของพวกเขาทำให้มีการพัฒนาผู้นำแบบหลายชั้นในองค์กร เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถดำรงอยู่ได้ แม้จะมีอุปสรรคเช่นนี้ สำนักงานขององค์กรชุมชนคนผิวดำก็ยังดำเนินงานไปได้ด้วยดี โดยความสำเร็จอย่างหนึ่งคือการสร้างและเปิดดำเนินการคลินิกซาเนมปิโล ซึ่งเป็นศูนย์สุขภาพชุมชนที่ทันสมัย​​ที่สุดในเวลานั้นซึ่งก่อสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากสาธารณะ ซึ่ง ดร. Ramphele ได้กล่าวไว้ว่า "มันเป็นคำแถลงที่มีจุดประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นว่าการให้บริการขั้นพื้นฐานที่สุดแก่ประชาชนไม่ได้เป็นเรื่องยาก หากเรามีการวางแผนและการจัดการที่ดี" ดร. Ramphele และ ดร. Solombela แพทย์ประจำบ้านที่คลินิกซาเนมปิโล

สมาชิกชุมชนจากนจวาซา

โครงการอื่นๆ ขององค์กรของ Biko ยังรวมถึงโครงการการผลิตเครื่องหนังของนจวาซาซึ่งเป็นโรงเรียนเด็กกำพร้าในชุมชน และโครงการริเริ่มอีกจำนวนหนึ่ง เขายังมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งกองทุนกู้ยืมซิเมเล (Zimele Trust Fund) ขึ้นในปี 1975 เพื่อช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองและครอบครัว โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ นอกจากนี้เขายังก่อตั้งกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษากินส์เบิรก์ (Ginsberg Educational Trust) เพื่อช่วยนักเรียนผิวดำอีกด้วย กองทุนนี้เสมือนเป็นเงินช่วยเหลือชุมชนซึ่งครั้งหนึ่งเคยช่วยเหลือเขาในเรื่องการศึกษานั่นเอง 

Click on the Steve Biko Foundation logo to continue your journey into Biko's extraordinary life. Take a look at Steve Biko: The Black Consciousness Movement, Steve Biko: The Final Days, and Steve Biko: The Legacy.

เครดิต: เรื่องราว

Steve Biko Foundation:
Nkosinathi Biko, CEO
Y. Obenewa Amponsah, Director International Partnerships
Donna Hirscshson, Intern
S. Dibuseng Kolisang, Communications Officer
Consultants
Ardon Bar-Hama, Photographer
Marie Human, Researcher

เครดิต: สื่อทั้งหมด
เรื่องราวที่นำเสนอบางเรื่องเขียนขึ้นโดยบุคคลหรือหน่วยงานอิสระภายนอก ซึ่งอาจแสดงมุมมองที่แตกต่างไปจากพิพิธภัณฑ์ที่อนุเคราะห์รูปภาพตามรายชื่อด้านล่าง
แปลภาษาด้วย Google
หน้าแรก
สำรวจ
ใกล้เคียง
โปรไฟล์