พ.ศ. 2482 - พ.ศ. 2532

การถูกแยกจากกันโดยประวัติศาสตร์

Polish History Museum

จุดมุ่งหมายของโครงการ "การถูกแยกจากกันโดยประวัติศาสตร์" คือเพื่อเก็บบันทึกหนึ่งในประสบการณ์ที่เจ็บปวดมากที่สุดของชาวโปแลนด์ในศตวรรษที่ 20 นั่นคือการแยกจากกันของครอบครัวในช่วงระหว่างปี 1939-1989 นอกเหนือจากเหตุผลอื่นๆ แล้ว ก็เนื่องมาจากการย้ายถิ่นฐานใหม่และการเนรเทศออกนอกประเทศในช่วงเวลาแห่งสงคราม การจำคุกทางการเมือง และการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในยุคคอมมิวนิสต์ในการอพยพไปอยู่ฝั่งตะวันตกเพราะเหตุผลทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ

ดังนั้นเราจึงต้องการที่จะเก็บความทรงจำของครอบครัวที่แตกแยก สร้างการเชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์ของชาวโปแลนด์ที่บ้านกับประวัติศาสตร์ของการอพยพของชาวโปแลนด์ และยังเพื่อกระตุ้นเยาวชนรุ่นใหม่ให้สนใจประวัติศาสตร์ของญาติหรือคนรู้จักของตน

ทุกประวัติและเรื่องราวเป็นสิ่งอันล้ำค่า เนื่องจากไม่มีเรื่องราวของครอบครัวใดเลยที่เหมือนกัน เรื่องราวทั้งหมดสมควรได้รับการบันทึกไว้เพราะเรื่องราวเหล่านี้เป็นการพิสูจน์ให้เห็นความกว้างขวางของประสบการณ์ต่างๆ และความซับซ้อนของชีวิตในโปแลนด์และในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ในช่วงศตวรรษที่ 20

ครอบครัว Imiłkowski ร่วมชะตากรรมเดียวกันกับชาวโปแลนด์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่ถูกผนวกโดย Third Reich (นาซีเยอรมนี) ซึ่งถูกกำหนดให้ต้องโดนประหารชีวิตหมู่ เนรเทศออกนอกประเทศ กักขังในค่ายกักกัน และบังคับใช้แรงงาน ประวัติของครอบครัว Imiłkowski เป็นเรื่องแรกจากทั้งหมดของเรื่องราวเกี่ยวกับการอับจนหนทางของบรรดาเด็กๆ ที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงและความตาย นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของพ่อแม่ที่ไม่สามารถปกป้องลูกของตนเองให้พ้นจากความชั่วร้ายและความทุกข์ทรมานได้

Maria ลูกสาวคนโตของ Irena กับ Zygmunt Imiłkowski อาศัยอยู่กับพ่อแม่และพี่น้องของเธอคือ Halina, Zofia และ Zbigniew ใน Plewno ซึ่งเป็นหมู่บ้านใน Pomerania ตาและยายของเธออาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ในเดือนสิงหาคมปี 1939 Zygmunt Imiłkowski พ่อของเธอออกจากบ้านเพื่อไปประจำการในกองทัพ Zygmunt อยู่ในกองทหารปืนใหญ่ที่ 29 ที่ Grodno จากที่นั่นเขาได้กลับบ้านหลังจากออกไปผจญภัยนานหนึ่งเดือน

Irena และ Zygmunt Imiłkowski, 1937
การบอกเล่าความทรงจำของ Maria Brylowska (née Imiłkowska), 2009
Plewno ถูกรวมเข้ากับเขต Gdańsk-West Prussia ของจักรวรรดิเยอรมัน ฟาร์มของครอบครัว Imiłkowski ถูกยึดโดยคนเยอรมันคนหนึ่งที่ให้ครอบครัวนี้ไปอาศัยอยู่ในห้องๆ เดียวในบ้านที่เคยเป็นของพวกเขาในอดีต
Leon Kowalski ปู่ของมาเรียซึ่งเป็นนักปฏิบัติการที่เป็นที่รู้จักของ Polish Western Union ที่ทำการต่อสู้อยู่ในกองทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเช่นเดียวกับตัวแทนชนชั้นหัวกะทิของโปแลนด์รายอื่นๆ อีกมากมาย เขาถูกจับกุมและถูกประหารชีวิตโดยทีมยิงเป้าในฤดูใบไม้ร่วงของปี 1939 และถูกฝังอยู่ที่ Górna Grupa (ใกล้กับ Grudziądz)

พวกนาซีมีแผนการที่จะเปลี่ยนชาวโปแลนด์และชาวสลาฟอื่นๆ ในฐานะที่เป็นชาติพันธุ์ที่ด้อยกว่าให้เป็นทาส พวกนาซีปิดสถาบันการศึกษาระดับมัธยมและระดับที่สูงขึ้นไปทั้งหมด รวมทั้งสถาบันทางวัฒนธรรมด้วย กลุ่มชนชั้นสูงของโปแลนด์ถูกฆ่าตายหรือไม่ก็ส่งไปยังค่ายกักกัน

ใบรับรองว่า Leon Kowalski ได้รับรางวัล Legion Cross (สัญลักษณ์ของ Association of the Members of the Polish Legions), 1927

ในเดือนธันวาคมปี 1941 ครอบครัว Imilkowski ถูกเนรเทศไปยังค่ายใน Potulice สภาพในค่ายยากลำบากมาก ผู้ต้องขังรับความทุกข์ทรมานจากความหิว โรคภัยไข้เจ็บ และความหนาวเย็น แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการบังคับให้ต้องแยกจากกัน ครั้งแรก พ่อของมาเรียถูกส่งไปทำงานในโรงงานผลิตเครื่องบิน จากนั้น Halina น้องสาวของเธอซึ่งกำลังป่วยหนักถูกส่งไปยังโรงพยาบาลใน Bydgoszcz เธออ่อนแอถึงขนาดที่ว่าเมื่อเธอกลับมาที่ค่าย เธอต้องเดินโดยใช้ไม้เท้าช่วย สิ่งที่ลำบากที่สุดคือการแยกจากแม่ของเธอที่ถูกส่งไปทำงานในที่ดินของคฤหาสน์แห่งหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิของปี 1942 หนึ่งเดือนต่อมา ผู้ดูแลค่ายพา Zofia และ Zbigniew ไป มาเรียและ Halina ถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง

หมายเลขในค่ายของครอบครัว Imiłkowski ที่ออกให้กับผู้เป็นพ่อในปี 1941
เพลงที่ได้รับการแต่งขึ้นและแอบร้องโดยเด็กๆ ที่ค่าย Potulice, 1941-1944

"จากนั้นพวกเขาก็ขับรถพาเราไปค่าย ที่นั่นไม่มีเครื่องทำความร้อน แออัด หนาวเย็น และมืด ครอบครัวของเราหกคนได้รับพื้นที่สามตารางเมตรให้ใช้ด้วยกัน เรานอนบนพื้นเปล่าๆ บนเสื่อ ไม่มีการปูพื้นในค่ายพักอาศัยเลย มีรอยแตกและรอยแยกในผนัง ห้องไม่มีหน้าต่าง หลังคาลาดลงเกือบจะถึงพื้นดิน เป็นไปไม่ได้ที่จะยืนหรือนั่งอยู่ตรงนั้น มีเพียงคนเดียวที่สามารถนอนลงได้ ดังนั้นทุกครอบครัวจึงต้องนอนเบียดเสียดกัน ชิดกันไปหมดไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กๆ ไม่มีน้ำประปาหรือระบบระบายน้ำเสียในค่าย ห้องน้ำอยู่ข้างนอก ทางเดินตรงกลางของค่ายสามารถเดินได้เพียงคนเดียว

เด็กๆ ตัวเปียกและเป็นโรคท้องร่วง เราไม่สามารถจะอาบน้ำหรือทำกางเกงในหรือเสื้อผ้าที่เปียกให้แห้งได้ ที่นี่มีทั้งเหา หมัด และโรคหิด"

จากบันทึกความทรงจำของ Maria Brylowska (née Imiłkowska), "Separation of Family Members as a Result of Historic Events", 2008
Wiktora Kowalska คุณยายของมาเรียเป็นสมาชิกคนเดียวของครอบครัวที่ยังคงเป็นอิสระ และเหมือนกับชาวโปแลนด์อื่นๆ อีกมากมายคือเธอมาที่ค่ายใน Potulice เพื่อพบหน้าและให้ความช่วยเหลือลูกสาวและหลานของเธอที่ถูกคุมขัง แม้ผ่านรั้วลวดหนามก็ตาม

"ในวันที่ไปเยี่ยม ผู้คนจำนวนมากมายังค่ายกักกันเพื่อเยี่ยมครอบครัวและเพื่อนๆ ของตน ทั้งสองด้านของรั้วลวดหนามมีผู้คนแออัด ต่างคนต่างก็มองหาใบหน้าที่คุ้นเคยและเรียกหากันเสียงดัง ทุกคนต้องตะโกนเพื่อให้ได้ยินกันจริงๆ โดยที่ทุกคนพูดกันด้วยการตะโกนผ่านรั้วลวดหนามแบบนี้ ก็เลยดูเหมือนเป็นการแข่งขันการร้องตะโกนอันยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งเลยทีเดียว มันสุดที่จะบรรยายจริงๆ"

จากบันทึกความทรงจำของ Maria Brylowska (née Imiłkowska), "Separation of Family Members as a Result of Historic Events", 2008
ช่วงเวลาที่ยากเย็นที่สุดสำหรับลูกสาวของครอบครัว Imiłkowski คือการอยู่ในค่ายที่ Smukała เด็กๆ กำลังจะตายด้วยความอดอยาก ความเจ็บป่วย และความเหนื่อยล้า พี่น้องทั้งสามสามารถเอาตัวรอดและกลับไปยัง Potulice ได้
การบังคับใช้แรงงานเป็นหนึ่งในรูปแบบของการกดขี่ทางอาชีพและวิธีการในการแสวงหาแรงงานราคาถูกสำหรับอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม พ่อของมาเรียถูกส่งไปยังโรงงานผลิตเครื่องบิน ส่วนตัวเธอและแม่ก็ถูกส่งไปทำงานในที่ดินของเยอรมันแห่งหนึ่ง Zygmunt Imiłkowski (คนที่สามจากซ้าย) ในระหว่างการถูกบังคับใช้แรงงานในโรงงานอากาศยาน Flugzeugwerk Gotenhafen, 1941-1945
ค่าจ้างของผู้ถูกบังคับใช้แรงงานต่ำกว่าค่าแรงของคนงานชาวเยอรมันเป็นอย่างมาก เงินที่ Zygmunt Imiłkowski ได้รับในระหว่างการทำงานที่ Flugzeugwerk Gotenhafen ถูกส่งไปเข้าบัญชีหนึ่งที่ค่ายใน Potulice แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่เคยมีการจ่ายเงินเดือนให้เขาแต่อย่างใด ใบแจ้งหมวดหมู่ค่าจ้างของ Zygmunt Imiłkowski, 1944
มาเรียถูกส่งไปยัง Orłowo ซึ่งเป็นที่ดินของชาวเยอรมัน ที่ซึ่งเธอต้องอดทนต่อระบบการทำงานที่ใช้แรงงานจนหลังแทบหัก หลังจาก Red Army มาถึง ยายของเธอก็พบเธอและพาเธอกลับไปยัง Plewno แม่ของเธอรออยู่แล้วที่บ้าน ใบรับรองการถอนการลงทะเบียนของ Maria Imiłkowska จากเจ้าของที่ดิน Orłowo, 1945
Zygmunt Imiłkowski ถูกย้ายจาก Gdynia มายังค่ายใน Leubingen ในปี 1945 ที่ซึ่งเขารอดชีวิตจากการโจมตีทางอากาศและได้มีชีวิตอยู่เพื่อดูการปลดปล่อยของชาวอเมริกันในเดือนเมษายน ปี 1945 เขาอาศัยอยู่ใน Groß Gräfendorf
ในเดือนกรกฎาคม Zygmunt Imiłkowski ยังคงอยู่ใน Merseburg แม้จะไม่ได้ข่าวคราวเกี่ยวกับชะตากรรมของบุคคลที่เขาใกล้ชิดที่สุดและรักที่สุด เขาก็ไม่เคยสูญสิ้นความหวังและตัดสินใจกลับบ้านที่ Plewno

"ฉันจำได้ว่าวันที่พ่อกลับมาถึงบ้านนั้นเป็นวันในฤดูร้อน เราจำพ่อไม่ได้เลย พ่อหลังโกงและดูเหมือนคนขอทานมากกว่าจะเป็นชายคนที่เราเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนธันวาคมปี 1941 พ่อกลับมาถึงบ้านในเสื้อคลุมทหารอเมริกันสีเทาเขียว และพ่อก็มีเสื้อคลุมทหารอเมริกันอีกตัวหนึ่งซึ่งมีสีฟ้าเทาอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ซึ่งเป็นข้าวของเพียงอย่างเดียวที่พ่อนำมาจากค่ายของอเมริกัน คุณ Dondziło ซึ่งเป็นช่างตัดเสื้อที่เรารู้จักคุ้นเคยก่อนช่วงสงครามได้ตัดเสื้อคลุมให้พวกเราเด็กๆ จากเสื้อทหารเหล่านี้"

จากบันทึกความทรงจำของ Maria Brylowska (née Imiłkowska), "Separation of Family Members as a Result of Historic Events", 2008
ในปี 1946 ครอบครัวก็ได้เติบโตขึ้น - Zdzisław เกิด เขาเป็นลูกคนเดียวในครอบครัว Imiłkowski ที่ไม่ต้องเผชิญประสบการณ์สงคราม ลูกสาวของครอบครัว Imiłkowski (จากซ้าย) - Maria, Zofia และ Halina กับ Zdzisław น้องชายของพวกเธอ, 1949
Irena และ Zygmunt Imiłkowski, ช่วงทศวรรษของปี 1950

"ฉันอายุ 12 ปีและไม่สามารถอ่านหรือเขียนได้ (...) หลังจากออกจากค่ายเพื่อได้รับอิสรภาพ เราไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไรเลย (...) ช่วงเวลาหลังสงครามซึ่งเกือบจะถึงปี 1956 นั้นเป็นเวลาที่ยากลำบากสำหรับพวกเราและต้องเสียสละเป็นอย่างมาก แต่ฉันก็มีความสุขที่ได้อยู่กับพ่อแม่และพี่น้องและได้ไปโรงเรียน"

จากบันทึกความทรงจำของ Maria Brylowska (née Imiłkowska), "Separation of Family Members as a Result of Historic Events", 2008
เส้นทางของครอบครัว Imiłkowski ที่ต้องแยกจากกันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
ประวัติของครอบครัว Młyńczak สามารถจะเป็นตัวอย่างของประสบการณ์ของชาวโปแลนด์ภายใต้การยึดครองของสหภาพโซเวียต สงครามได้แยก Kazimierz และ Zofia ภรรยาของเขาไปตลอดกาล ขบวนรถไฟที่มุ่งหน้าไปในทิศทางที่เกือบจะตรงกันข้ามพาพวกเขาไปในดินแดนส่วนลึกของรัสเซีย และปี 1945 ก็ไม่ได้นำความหวังใดมาสู่พวกเขาเลย เนื่องด้วยความน่ากลัวของคอมมิวนิสต์ผู้มีอำนาจภายหลังสงคราม จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับตำรวจโปแลนด์ที่เดินทางมายังบริเตนใหญ่กับกองทัพ Anders ที่จะได้กลับมาพบกับภรรยาและบุตรชายของเขาอีก ลูกชายสองคนคือ Waldemar และ Jerzy ที่ถูกกักตัวไว้ในสหภาพโซเวียต

Kazimierz Młyńczak ทำหน้าที่เป็นยามรักษาการณ์พรมแดนและจบหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขายังได้พบกับ Zofia Blidsztejn หญิงสาวอายุ 17 ปีที่เขาแต่งงานด้วยในโบสถ์เซนต์จอห์นใน Vilnius หนึ่งปีต่อมา Zofia ให้กำเนิดลูกชายชื่อว่า Waldemar Kazimierz และในปี 1932 เธอให้กำเนิดลูกชายคนที่สองชื่อ Jerzy Henryk ในช่วงกลางทศวรรษของปี 1930 Kazimierz ได้รับการเลื่อนยศเป็นตำรวจและย้ายทั้งครอบครัวไปที่ Kurzeniec ใน Vilnius Voivodeship พวกเขาอาศัยอยู่ที่นั่นขณะที่เกิดสงครามขึ้น

Kazimierz Młyńczak ในเครื่องแบบตำรวจกับเพื่อนของเขาที่ชื่อ Jan Niedźwiedź, ทศวรรษ 1920
Zofia และ Kazimierz Młyńczak – ภาพถ่ายที่ส่งไปให้พ่อแม่ของทั้งคู่ ที่ Krasocin, 1928
Kazimierz Młyńczak กับภรรยาและ Waldemar บุตรชายของเขาในระหว่างการไปพักที่บ้านพ่อแม่ของพวกเขาใน Krasocin, ทศวรรษ 1930

หลังจาก Red Army เข้ามายังโปแลนด์ หน่วยของ Kazimierz ได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังเพื่อไปยังลิทัวเนีย ที่ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้รับการฝึกฝนเพิ่มเติม นี่คือจุดเริ่มต้นของการผจญภัยอันยาวนานผ่านสหภาพโซเวียต ช่วงแรก Kazimierz ถูกย้ายไปทางทิศเหนือที่ Murmansk และต่อมาก็ข้ามคาบสมุทร Kola ไปยัง Archangelsk

จดหมายจาก Kazimierz Młyńczak ถึงพ่อแม่ของเขา ซึ่งเขียนจากค่าย Kozielsk, 1941

ในวันที่ 17 กันยายน 1939 Red Army บุกเข้าโปแลนด์จากทางตะวันออก ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณีที่สตาลินมีต่อนาซีเยอรมนีตามที่ระบุไว้ในข้อตกลงลับของสนธิสัญญา Ribbentrop-Molotov (สนธิสัญญาฮิตเลอร์-สตาลิน) รัฐบาลของสหภาพโซเวียตประกาศว่าพลเมืองชาวโปแลนด์ 13.5 ล้านคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินที่ถูกผนวกรวมจะต้องยอมรับการเป็นพลเมืองของสหภาพโซเวียต นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 1940 ถึงเดือนมิถุนายน 1941 พลเมืองชาวโปแลนด์จำนวนมากถูกเนรเทศเข้าไปภายในโซเวียต การเนรเทศออกนอกประเทศส่งผลกระทบต่อครอบครัวของเจ้าหน้าที่ ข้าราชการตำรวจ ทนายความ แพทย์ และผู้แทนของกลุ่มปัญญาชนโปแลนด์อื่นๆ หลายคนไม่สามารถรอดชีวิตได้จากสภาพที่ไร้มนุษยธรรมของการขนส่งและชีวิตที่ยากลำบากในไซบีเรียหรือคาซัคสถาน

จดหมายจาก Zofia Młyńczak ถึงพ่อแม่สามี ซึ่งเธอเขียนจากไซบีเรียที่ซึ่ีงเธอถูกเนรเทศไปในเดือนเมษายน 1940 Zofia Młyńczak เดินทางไปกับ Jerzy ที่มีอายุแปดปีและ Waldemar ที่อายุ 12 ปีโดยรถไฟหลายขบวนที่เดินทางไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ทางตะวันออก: ครั้งแรกมุ่งไปยัง Novosibirsk และหลังจากนั้นก็ไปยังนารวมใน Altai Krai

หลังจากนาซีเยอรมนีบุกสหภาพโซเวียตในเดือนมิถุนายน 1941 ก็มีการเจรจาข้อตกลงระหว่างรัฐบาลพลัดถิ่นโปแลนด์กับสตาลิน ตามข้อตกลงดังกล่าว พลเมืองโปแลนด์หลายพันจึงได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำและค่ายแรงงาน หลังจากการทำข้อตกลงข้างต้นแล้ว ก็มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธโปแลนด์ในสหภาพโซเวียตภายใต้คำสั่งของนายพล Władysław Anders ต่อมาในปี 1942 กองทหาร 41,000 กองของกองทัพ Anders และพลเรือน 74,000 คนก็ถูกอพยพไปยังตะวันออกกลาง

เมื่อมีการประกาศนิรโทษกรรมให้กับชาวโปแลนด์ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1941 Kazimierz ก็อาสาเข้าร่วมกองทัพโปแลนด์ของนายพล Anders ซึ่งกำลังจัดตั้งขึ้นใน Tatishchev ในเดือนมีนาคมของปีต่อมา เขาออกจากสหภาพโซเวียตในฐานะทหารคนหนึ่ง จากการทำงานในหน่วยตำรวจทหาร Kazimierz Młyńczak จึงได้เดินทางไปกับ 2nd Polish Corps ผ่านอิรัก อิหร่าน ปาเลสไตน์ และอียิปต์เพื่อไปยังอิตาลี

Kazimierz Młyńczak ในกองกำลังติดอาวุธโปแลนด์ในตะวันออกกลาง, 1942

ในวันที่ 12 กันยายน 1942 กองกำลังติดอาวุธโปแลนด์ในตะวันออกกลางไำด้รับการจัดตั้งขึ้นโดยการรวมบรรดากองทัพของนายพล Anders เข้ากับ Independent Carpathian Brigade ซึ่งเป็นวีรบุรุษในการปกป้อง Tobruk เมื่อปี 1941 ด้วยการเข้าประจำการครั้งแรกในอิรัก กองทหารจึงได้ฟื้นฟูสภาพร่างกายของตน ในปี 1943 ทหารส่วนใหญ่ของหน่วยถูกย้ายไปยังปาเลสไตน์เนื่องมาจากแผนการของพันธมิตรในการบุกอิตาลี

จากการทำงานในหน่วยตำรวจทหาร Kazimierz Młyńczak จึงได้เดินทางไปกับ 2nd Polish Corps ผ่านอิรัก อิหร่าน ปาเลสไตน์ และอียิปต์เพื่อไปยังอิตาลี

หน่วยที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพโปแลนด์คือ Second Polish Corps (II Korpus Polski) ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยหน่วยต่างๆ จากกองทัพของนายพล Anders หน่วยนี้มีส่วนร่วมในการรณรงค์ของอิตาลีในปี 1944 มีชื่อเสียงใน Battle of Monte Cassino ในเดือนพฤษภาคม 1944 และต่อมาก็ปลดปล่อย Ancona และ Bologne

ซากปรักหักพังของเมืองเล็กๆ ที่ชื่อ Piedimonte หลังจากการโจมตี (ใกล้ Monte Cassino), 1944
หลังจากสงคราม นายพล Anders ซึ่งคาดหวังว่าจะเกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายพันธมิตรตะวันตกกับสหภาพโซเวียตและการปลดปล่อยประเทศต่างๆ ให้เป็นอิสระจากการยึดครองของโซเวียตได้สร้างกองกำลังทหารของเขาเอง ในช่วงเริ่มต้นของปี 1946 มีจำนวนทหารมากกว่า 100,000 นาย Kazimierz Młyńczak (คนแรกจากซ้าย) ในขณะที่ประจำการในอิตาลี, 1946

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1946 รัฐบาลอังกฤษตัดสินใจที่จะยกเลิกกองกำลังติดอาวุธโปแลนด์ ในเดือนกันยายนรัฐบาลอังกฤษก็ตกลงที่จะสร้าง Polish Resettlement Corps ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการทำให้กระบวนการเลิกระดมพลเป็นไปด้วยความราบรื่น โดยมอบการเตรียมการที่เพียงพอสำหรับชีวิตพลเรือนให้แก่ทหาร ทหารถูกกำลังกระจายไปยังอดีตค่ายทหาร เช่นไปยัง Foxley ซึ่งใช้งานจนถึงปี 1955

Kazimierz Młyńczak ในค่าย Foxley (บริเตนใหญ่), 1947 ทหารบางคนกลับมาที่โปแลนด์ที่ซึ่งพวกเขาถูกข่มขู่จากเจ้าหน้าที่คอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ได้รับสิทธิในการตั้งถิ่นฐานในดินแดนของประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ และได้ตั้งรกรากอยู่ในเกาะบริเตนใหญ่ แคนาดา และออสเตรเลีย
Kazimierz Młyńczak ไม่ได้ทราบเรื่องราวจนถึงปี 1941 ว่าภรรยาและลูกชายของเขาถูกเนรเทศในช่วงของการเนรเทศครอบครัวจำนวนมากไปยังไซบีเรียในเดือนเมษายน 1940 ในขณะนั้น เขากำลังรับใช้กองกำลังติดอาวุธโปแลนด์และพยายามที่จะนำครอบครัวของเขาออกจากรัสเซีย หนังสือเดินทางที่ Kazimierz ได้รับในกรุงแบกแดดสำหรับภรรยาและบุตรชายของเขา, 1943

หลังจากสงคราม Kazimierz Młyńczak ตั้งรกรากอยู่ในบริเตนใหญ่และพยายามอย่างไร้ผลที่จะให้ภรรยาและลูกชายได้มาอยู่กับเขา Zofia ถูกบังคับให้กลายเป็นพลเมืองของสหภาพโซเวียต ซึ่งทำให้เธอไม่สามารถออกจากสหภาพโซเวียตไปหาสามีได้

ในช่วงเวลานั้น ครอบครัวก็ติดต่อหากันด้วยการส่งจดหมายและภาพถ่าย ในทศวรรษของปี 1990 Olga หลานสาวของ Kazimierz ก็มาเยี่ยมเขาในประเทศอังกฤษ เธอเป็นลูกสาวของ Waldemar ลูกชายคนโตของเขา

Zofia Młyńczak กับหลานของเธอ Olga และ Wiktor, 1965
Waldemar Młyńczak กับ Wala ภรรยาของเขา, 1957
Kazimierz Młyńczak ในลอนดอน, 1987
บันทึกความทรงจำ "ชีวประวัติของผม" Kazimierz Młyńczak เริ่มจดบันทึกความทรงจำของเขาในปี 1939 ที่ค่ายกักกันใน Rokiszki ในลิทัวเนีย แต่มันถูกขโมยไป เขาพยายามจะเขียนบันทึกขึ้นอีกครั้งในประเทศอังกฤษหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงเริ่มต้นของทศวรรษปี 1990 Witalis พี่ชายของเขาในโปแลนด์ก็หาต้นฉบับมาได้
เส้นทางของครอบครัว Młyńczak ที่ถูกแยกจากกัน
ครอบครัว Szwajdler เผชิญการแยกจากกันเป็นเวลายาวนานและการตายของบุคคลที่ใกล้ชิดและรักที่สุดในช่วงสงคราม Franciszek ถูกพวกเยอรมันจับเข้าคุกและอยู่ในค่ายเชลยศึก (Oflag) ในตลอดช่วงเวลาแห่งสงคราม ความหวังของพวกเขาในการได้กลับมาอยู่รวมกันอีกครั้งและมีอนาคตร่วมกันถูกทำลายด้วยความตายของภรรยาของ Franciszek และลูกชายในการปฏิวัติวอร์ซอ (Warsaw Uprising) การแยกจากกันกินเวลานานกว่าสงคราม Franciszek ไม่ได้รับอนุญาตให้กลับไปยังโปแลนด์และพบลูกสาวเขาที่เติบโตแล้วจนกระทั่งถึงปี 1956

Stanisława และ Franciszek Szwajdler อาศัยอยู่ใน Łódź ที่ซึ่งพวกเขาสร้างชีวิตครอบครัวที่มีความสุข เขากลายเป็นทนายที่ประสบความสำเร็จ Stanisława แบ่งเวลาของเธอให้กับทั้งครอบครัว ชีวิตสังคม และงานการกุศล ในแต่ละวัน Franciszek และ Stanisława จะร่วมกันรับประทานอาหารค่ำกับครอบครัวที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประกอบด้วย Włodek ลูกชายคนโตของพวกเขา Barbara และ Teresa ลูกสาว Emilia Lutomska คุณยาย และป้า Adela ที่ทุกคนเรียกสั้นๆ ว่า Dela รวมทั้งเลขานุการของบริษัทและผู้ฝึกงานกฎหมาย พร้อมกับญาติและแขกคนอื่นๆ อีกมากมาย

การบอกเล่าความทรงจำโดย Teresa Rybicka (née Szwajdler), 2009

ในเดือนสิงหาคมปี 1939 Franciszek Szwajdler ถูกเรียกตัวเข้ากองทัพในช่วงวันหยุดพักผ่อนของครอบครัว เขามาอำลาครอบครัวในชุดเครื่องแบบ นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ทั้งหมดได้อยู่ด้วยกัน

ผลจากสงครามป้องกันตนเองที่พ่ายแพ้ในปี 1939 ทหารประมาณ 420,000 คนของกองทัพโปแลนด์ถูกนำไปยังค่ายเชลยศึกของเยอรมัน โดยนายทหารถูกนำไปที่ Oflag ทหารรับจ้างและนายทหารชั้นประทวนไปยัง Stalags ส่วน Franciszek ถูกกักตัวและใช้เวลาหกปีต่อมาในค่ายกักกันเชลยศึกใน Gross Born, Sandbostel และ Blomberg

ภาพถ่ายของ Stanisława Szwajdler และลูกๆ ของเธอ: Włodek, Barbara และ Teresa นับตั้งแต่ช่วงเวลาการยึดครองใน Piorunów, Warsaw และ Głowno, 1941-1944 บางภาพเคยได้รับการส่งไปพร้อมบรรดาจดหมายถึง Franciszek Szwajdler ผู้เป็นพ่อซึ่งถูกกักตัวไว้ใน oflag

ในช่วงของการถูกยึดครอง Stanisława Szwajdler ได้ทำการค้าขนาดเล็กซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาดเพื่อที่จะเลี้ยงครอบครัว หลายครั้งเธอนำสิ่งต่างๆ มาจากแฟลตใน Łódź ซึ่งหลังจากการเกิดสงครามแล้วก็กลายมาอยู่ในเขตแดนของนาซีเยอรมนี (Third Reich) ดังนั้นจึงเป็นอันตรายอย่างมากเมื่อต้องข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย

ชีวิตในพื้นที่ปกครองของรัฐบาลทั่วไปสำหรับดินแดนโปแลนด์ที่ถูกยึดครอง (General Government for the Occupied Polish Territories) ต้องถูกควบคุมภายใต้คำสั่งและข้อห้ามจำนวนมาก มีการใช้เคอร์ฟิว ผู้คนถูกห้ามไม่ให้มีวิทยุ ห้ามไม่ให้เข้าไปในสถานที่ที่มีป้ายเขียนว่า "nur für Deutsche" และห้ามการซื้อขายอาหาร บุคคลที่ทำการละเมิดกฎหมายจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง โดยอาจถูกคุมขัง ถูกเนรเทศออกไปยังเยอรมนีหรือไปยังค่ายกักกัน หรือถูกตัดสินประหารชีวิต

การใช้ชีวิตภายใต้การยึดครองของเยอรมัน การลักลอบและการข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย

"มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับแม่ที่จะเลี้ยงพวกเราทั้งหมดที่เพิ่มจำนวนคนขึ้นเรื่อยๆ! เธอขายบุหรี่สองสามยี่ห้อให้กับบูธขายบุหรี่ซึ่งเธอก็ได้รับค่าส่วนแบ่ง รวมทั้งบุหรี่จำนวนมากที่เรียกว่า 'ทำด้วยตนเอง' ซึ่งผลิตในบ้านของเรา มือเล็กๆ ของฉันเหมาะสมที่สุดสำหรับงานนี้เพราะฉันใส่ยาสูบลงในกระดาษได้เร็วที่สุด (...) แม่กับ Basia ทำเครื่องประดับดอกไม้จากสิ่งทอ (เข็มกลัด, กิ๊บติดผม) และเราก็ช่วยกันถักกระเป๋าด้วยเชือก ส่วน Wlodek ที่เป็น 'ช่างฝีมือ' ก็ซ่อมแซมนาฬิกา เครื่องใช้ไฟฟ้า และทำรองเท้าจากเชือก"

จากบันทึกความทรงจำโดย Teresa Rybicka (née Szwajdler) "My Mummy", 2007
Teresa และ Barbara Szwajdler กำลังทำกระเป๋าถือที่จะขาย, 1941-1943
ตลอดช่วงสงคราม จดหมายมากมายที่เต็มไปด้วยความรัก ความห่วงใย และคำพูดปลอบประโลมถูกส่งถึงกันไปมาระหว่าง Oflag กับวอร์ซอ จากหนทางไกล Franciszek ได้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน Stanisława ภรรยาของเขาเรื่องการเลี้ยงดูลูกๆ ของทั้งสอง ในขณะเดียวกันครอบครัวของเขาก็ส่งจดหมายที่มีแต่ความสดชื่นร่าเริงอยู่ในนั้น ไม่มีสักคำเดียวที่แสดงความยากลำบากของชีวิตในวอร์ซอที่ถูกยึดครอง
จดหมายจากเชลยศึกคนหนึ่งถึงครอบครัวของเขาสามารถกระทำได้ในแบบฟอร์มจดหมายพิเศษหรือบนไปรษณียบัตรที่เขียนด้วยดินสอเท่านั้น และถูกตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

การตายอย่างน่าเวทนาของคนที่ใกล้ชิดที่สุดและคนที่รักที่สุด

บาร์บาร่าและเทเรซาใช้เวลาวันหยุดพักผ่อนของตนในปี 1944 ในชนบทใน Głowno กับเพื่อนบางคนของพ่อแม่ของทั้งสอง พวกเขาไม่เคยกลับไปยังกรุงวอร์ซอ จากนั้นทั้งสองก็ได้รับทราบข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตของแม่ พี่ชาย และ Dela ซึ่งถูกยิงในการสังหารหมู่ครั้งหนึ่งในวอร์ซอ

การสิ้นสุดของสงครามไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของการพลัดพรากจากกันของครอบครัว Franciszek Szwajdler ไม่สามารถกลับไปยังโปแลนด์ได้เพราะกลัวผลสะท้อนอันเนื่องมาจากกิจกรรมทางการเมืองของเขาก่อนสงครามในตำแหน่งในพรรคอนุรักษ์นิยมแห่งชาติ ซึ่งคอมมิวนิสต์ผู้มีำอำนาจใหม่ในโปแลนด์มองว่าคืออุดมการณ์อันเป็นปรปักษ์ (เช่นเดียวกับตัวเลือกทางการเมืองอื่นๆ ทั้งหมด)

Franciszek Szwajdler ในเครื่องแบบของกองกำลังติดอาวุธโปแลนด์ (Polish Armed Forces) ในตะวันตก

Franciszek อาศัยอยู่ในเยอรมนีหลังสงคราม ต่อมาเขาออกเดินทางเพื่อจะไปนิวยอร์ก แต่ช่วงแรกได้เดินทางไปโปแลนด์ก่อนในเวลาสั้นๆ เพื่อไปพบลูกสาว มีเพียงในปี 1956 เท่านั้นที่เขาสามารถกลับไปยังโปแลนด์เพื่อพบกับลูกสาวที่ต่างก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว

หลายปีที่ผ่า่นมา Franciszek ยังคงแสดงความรักและความห่วงใยที่มีต่อลูกสาวของตน ส่งจดหมายที่เต็มไปด้วยความรัก การให้กำลังใจ และความปรารถนาให้แก่ลูกสาว เช่นเดียวกับที่เขาเคยทำในช่วงสงคราม
เส้นทางของครอบครัว Szwajdler ที่ต้องพลัดพรากกันในระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
นี่คือประวัติของคนสองคนที่เดินทางผ่านเส้นทางคนละเส้นไปยังประเทศอังกฤษ ที่ซึ่งพวกเขาได้พบ แต่งงาน และสร้างครอบครัวด้วยกัน ในช่วงสงคราม เส้นทางของพวกเขาไม่เคยบรรจบกัน แต่ละคนใช้ชีวิตช่วงสงครามในสถานที่ที่แตกต่างกัน: คนหนึ่งอยู่ภายใต้การยึดครองของพวกเยอรมัน ส่วนอีกคนอยู่ภายใต้การยึดครองของโซเวียต
Julian Stryjak เกิดและเติบโตใน Ochędzyn ซึ่งเป็นเมืองในภูมิภาค Łódź หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมปลาย เขาย้ายไปยัง Lviv ที่ซึ่งเขาทำงานเป็นครู
ในปี 1936 เขาได้แต่งงานกับ Irena Ciszewska ซึ่งเขาได้พบในเมืองเดียวกัน เธอเองก็เป็นครูเช่นกัน สองปีต่อมา เขาเริ่มเรียนจิตวิทยา เขาสามารถศึกษาจบชั้นปีแรกขณะที่เกิดสงครามขึ้น
ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 1939 Julian Stryjak ถูกเรียกตัวเข้ากองทัพ ในวันที่ 1 กันยายน เขาได้พบภรรยาที่มากล่าวคำอำลาเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อหน่วยของเขาเดินขบวนออกไปทำสงคราม

ในวันที่ 1 กันยายน 1939 เยอรมนีโจมตีโปแลนด์จากทิศเหนือ ทิศตะวันตก และทิศตะวันตกเฉียงใต้ แม้กองทัพโปแลนด์จะพยายามต้านทานอย่างเข้มแข็ง แต่ก็ไม่สามารถที่จะหยุดกองกำลังเยอรมันที่มีจำนวนมากกว่าและมีอาวุธดีกว่าได้

จูเลียนบังคับบัญชาหมวดทหารปืนหนักในกองทหารราบที่ 19 ซึ่งมีหน้าที่ในการต่อสู้ใกล้กับ Płock เขาได้รับบาดเจ็บในระหว่างการระดมยิงด้วยปืนใหญ่และถูกส่งไปยังโรงพยาบาล
Julian Stryjak ในค่ายเชลยศึกของเยอรมัน, Oflag XI B ใน Braunschweig, 1939 ผลจากสงครามป้องกันตนเองที่พ่ายแพ้ในปี 1939 ทหารประมาณ 420,000 คนของกองทัพโปแลนด์แห่งสาธารณรัฐโปแลนด์ถูกนำไปยังค่ายเชลยศึกของเยอรมัน โดยนายทหารถูกนำไปที่ Oflag ทหารรับจ้างและนายทหารชั้นประทวนไปยัง Stalags

Julian Stryjak อยู่ในค่ายเชลยศึกของเยอรมันเป็นเวลาหกปี ขณะที่ถูกจองจำ เ​​ขาได้ทราบว่าภรรยาของเขาถูกเนรเทศไปยังสหภาพโซเวียต เขาพยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะติดต่อกับเธอ แม้ว่าจะไม่สามารถติดต่อกับเธอได้โดยตรงนัก แต่เขาก็ได้ข่าวเกี่ยวกับภรรยาจากจดหมายของลูกพี่ลูกน้องใน Różniatowo (โปแลนด์ที่ถูกยึดครอง)

ไปรษณียบัตรจาก Irena Stryjak ที่ส่งจากสหภาพโซเวียตถึงลูกพี่ลูกน้องของสามีเธอซึ่งอยู่ในโปแลนด์ที่ถูกยึดครอง, 1941
จดหมายของ Julian Stryjak จากโรงพยาบาลทหาร Tangerhütte Stalag ถึงครอบครัวของเขาในโปแลนด์, 1944
ในปี 1942 ก็ไม่มีจดหมายจาก Irena Stryjak มาอีก เธอได้เสียชีวิตไปแล้วใน Guzar ที่ห่างไกลในปี 1942 แต่กว่าจูเลียนจะได้รู้เรื่องการตายของเธอคือเมื่อหลังสงคราม กว่าจะถึงเวลาดังกล่าว เขาได้พยายามที่จะค้นหาว่าภรรยาของเขาถูกนำตัวไปที่ใดในตะวันออกกลาง
หลังจากสงคราม ผู้คนหลายพันไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ใกล้ชิดและเป็นที่รักที่สุดของตนเลย องค์กรพลเรือนและทหารต่างช่วยกันตามหาและทำให้แต่ละครอบครัวได้กลับมารวมกันอีกครั้ง กาชาดโปแลนด์ก็เป็นองค์กรแนวหน้าในการให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้แก่ชนชาวโปแลนด์

ในปี 1945 จูเลียนสามารถหลบหนีในระหว่างการอพยพของค่ายเชลยศึกใน Görlitz เขาเดินทางผ่านโบฮีเมีย เยอรมนี ไปยังประเทศฝรั่งเศสที่ซึ่งเขาเข้าร่วมกองทัพโปแลนด์

Julian Stryjak (ที่สองจากขวา) ในระหว่างการเดินทางไป Lourdes, 1946
Julian Stryjak ที่ค่ายทหารโปแลนด์ใน La Courtine ในฝรั่งเศส, 1946
สมุดบันทึกการรับราชการทหารของ Julian Stryjak, 1946
การสิ้นสุดการรับราชการทหารอันเนื่องมาจากการสลายตัวของ Polish Resettlement Corps, 1949
Julian Stryjak, ค่าย Foxley ในอังกฤษ, 1949 หลังจากการปลดประจำการ เขาเริ่มทำงานเป็นช่างทำนาฬิกาและตั้งรกรากในแมนเชสเตอร์ ที่ซึ่งเขาเริ่มสร้างครอบครัวใหม่...
Hilaria Borowska เกิดและเติบโตใน Białystok หลังจากจบจากโรงเรียนมัธยมปลาย เธอเริ่มทำงานเป็นเสมียน เธออายุได้ 26 ปีเมื่อสงครามเกิดขึ้น

ในปี 1941 Hilaria Borowska แม่ของเธอ และ Tadeusz พี่ชายของเธอถูกเนรเทศไปยังไซบีเรียผ่านเส้นทางคนละเส้นกัน มีเพียง Wincenty พ่อของเธอและน้องสาวของเธอที่คอยดูแลพ่อที่ยังคงอยู่ใน Białystok

ในปี 1942 Hilaria มาถึง Pahlevi (อิหร่าน) และเข้าร่วมในกองทัพโปแลนด์ของนายพล Anders ซึ่งเธอทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลาธิการ
Hilaria Borowska (คนที่สามในแถวด้านซ้ายมือ) ใน Women’s Auxiliary Service ของกองทัพ Anders, 1943-1944

Women’s Auxiliary Service ได้รับการจัดตั้งควบคู่ไปกับกองกำลังติดอาวุธโปแลนด์ของกองทัพ Anders ในสหภาพโซเวียต โดยใช้ระบบตามหลักการบริหารองค์กรและลำดับชั้นบังคับบัญชาแบบเดียวกันกับของกองทัพ ซึ่งประกอบด้วยอาสาสมัครประมาณห้าพันคนที่ปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการปฐมพยาบาล วัฒนธรรม การโฆษณาชวนเชื่อ การขนส่ง หน้าที่การรักษาความปลอดภัย และการสื่อสาร กองกำลังนี้ถูกยกเลิกในปี 1946

Hilaria Borowska เดินทางไปกับกองทัพ Anders ไปยังกรุงเตหะราน ซึ่งเธอได้พบกับ Tadeusz พี่ชายของเธอที่ไม่เคยได้พบหน้ากันนับตั้งแต่ที่ถูกจับกุมในปี 1941 ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1944 Tadeusz แต่งงานกับ Janina Marszewska ในการาจี จากนั้นทั้งสองเดินทางออกมาด้วยกันไปยังค่ายในแอฟริกา ครั้งแรกไปที่ Dar es Salaam และต่อมาที่ค่ายใน Kigoma ฝ่ายชายเสียชีวิตจากโรคหัวใจในเดือนพฤษภาคม 1945 ทิ้ง Barbara ลูกสาววัยหกเดือนไว้ข้างหลัง

ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1947 Hilaria โดยสารเรือ "Empress of Australia" ไปยังประเทศอังกฤษ

Hilaria Borowska คนที่สองจากซ้ายในแถวหน้า, ค่าย Polish Resettlement Corps ใน Witley, 1949
Hilaria Borowska ที่ Trafalgar Square, 1949
Hilaria Borowska และ Julian Stryjak ได้พบกันผ่านทางคนรู้จัก ทั้งสองแต่งงานกันและตั้งรกรากอยู่ในแมนเชสเตอร์ ในวันแต่งงานของพวกเขาในปี 1950
Hilaria และ Julian Stryjak กับลูกๆ คือ Andrzej และ Barbara, 1957

ครอบครัว Stryjak เดินทางกลับไปยังโปแลนด์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามในปี 1971 หลังจากผ่านไปสามสิบปีที่ไม่ได้กลับมา Hilaria ข้ามธรณีประตูของบ้านของครอบครัวเธอ

Barbara ลูกสาวของ Hilaria กับ Julian Stryjak เล่าชะตากรรมของพ่อแม่ของเธอในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
เส้นทางที่ Hilaria Stryjak (née Borowska) ใช้เดินทางผ่านตะวันออกกลางในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งถูกส่งมาในจดหมายฉบับหนึ่งถึงลูกสาวของเธอที่กำลังจะเดินทางในตะวันออกกลางตามรอยเส้นทางที่แม่ของเธอใช้

"แม่ส่งแผนที่ของการเดินทางของแม่จากที่นั่นมาให้ เพื่อที่ลูกจะได้เข้าใจง่ายๆ จากเตหะราน เราเดินทางเมื่อต้นเดือนเมษายนโดยรถไฟ (ผ่านอุโมงค์มากกว่าร้อย) ไปยัง Ahvaz จาก Ahvaz ก็นั่งรถยนต์ไปยัง Basra จาก Basra ก็นั่งรถไฟขบวนเล็กมาก (มีตู้โดยสารเล็กๆ) ลม chamsin พัดทั่วไปตลอดทาง ไม่มีใครมองเห็นอะไรได้เลยแม้แค่ระยะแขนเราเอง เห็นแต่ฝุ่นทะเลทรายสีแดงที่หมุนวนและคำรามอื้ออึง จากแบกแดด เรานั่งรถอีกสี่วันไปเยรูซาเล็ม ไม่มีอะไรเลยนอกจากทะเลทรายและหินสีดำๆ ไม่มีแม้แต่ใบหญ้าสักใบ หลังจากข้ามพรมแดนปาเลสไตน์ไปแล้วนั่นแหละ เราจึงได้เห็นไร่นาบ้าง ในเดือนเมษายน อากาศที่นั่นก็อบอุ่นมากแล้ว แม่สวมเครื่องแบบผ้าฝ้ายเบาๆ เป็นกระโปรงกับเสื้อที่เย็บด้วยผ้าป๊อปลินแขนสั้น"

จากจดหมายของ Hilaria Stryjak ถึง Barbara ลูกสาวของเธอ, 29 เมษายน 1975
Barbara Stryjak กับพ่อแม่ของเธอที่ข้างกำำแพงเบอร์ลิน, 1987
เส้นทางของครอบครัว Stryjak ที่พลัดพรากจากกันในระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
เครดิต: เรื่องราว

The Polish History Museum in Warsaw expresses its sincere appreciation for their kind and helpful involvement in the project to — Maria Brylowska, Teresa Rybicka, Barbara Stryjak
Curation — Ewa Wójcicka, Polish History Museum
Proofreading — Barbara Stryjak, Tomasz Wiścicki
IT support — Artur Szymański
Exhibit's origin  — the presentation is part of the “Families Separated by History” project run by the Polish History Museum, rodziny.muzhp.pl

เครดิต: สื่อทั้งหมด
เรื่องราวที่นำเสนอบางเรื่องเขียนขึ้นโดยบุคคลหรือหน่วยงานอิสระภายนอก ซึ่งอาจแสดงมุมมองที่แตกต่างไปจากพิพิธภัณฑ์ที่อนุเคราะห์รูปภาพตามรายชื่อด้านล่าง
แปลภาษาด้วย Google
หน้าแรก
สำรวจ
ใกล้เคียง
โปรไฟล์