พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง

Kamthieng House Museum of The Siam Society

เรือนคำเที่ยง เป็นเรือนไทยล้านนาที่สวยงามที่สุดหลังหนึ่งหลงเหลืออยู่ในประเทศไทย ขณะนี้ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาที่จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ และศิลปวัตถุของชาวล้านนาตามวิถีชุมชนเกษตรกรรมในชนบทเมื่อครั้งอดีต

"การผจญภัยของต๊กโต" เป็นวิดีโอแอนิเมชั่นที่เล่าเรื่องราวของการสร้างเรือนล้านนา โดยมีตัวเอกเป็นตุ๊กแกที่ชื่อเจ้าต๊กโต ซึ่งเป็นสัตว์ที่มักพบเห็นได้ง่ายตามบ้านเรือนในประเทศไทย นอกจากการสร้างเรือนแล้วผู้ชมจะได้เห็นวิถีชีวิต ความเชื่อ ประเพณี และสภาพแวดล้อมจำลองของหมู่บ้านล้านนาในอดีตด้วย

การผจญภัยของต๊กโตตอนที่สอง จะทำให้ผู้ชมเข้าใจความหมายของสิ่งของต่างๆ ที่เห็นในตอนแรกได้ดียิ่งขึ้น

หน้าที่หลักของพิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยงคือการสื่อให้เห็นระบบความคิด ความเชื่อ และจิตวิญญาณของชาวล้านนา ด้วยวิถีการอยู่อาศัยในเรือนล้านนาสมัยศตวรรษที่ 19 เพื่อสะท้อนอุดมคติและความเชื่อที่เป็นแรงบันดาลใจไปสู่การใช้ชีวิตตามวิถีแห่งล้านนา โดยเฉพาะในแง่ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบต่างๆในการดำเนินชีวิต พิธีกรรม ศิลปะ สถาปัตยกรรม ที่สะท้อนโลกทัศน์ของชาวล้านนา ถูกบอกเล่าด้วยเครื่องใช้ ลวดลาย ภาพถ่าย วิดีโอ และเสียง

การปฏิบัติเกี่ยวกับพิธีกรรมอันซึมซาบอยู่ในชีวิตประจำวันและในจินตนาการของชาวล้านนานั้น เป็นผลรวมที่เกิดจากสายสัมพันธ์อันแนบแน่นและพลวัตของวัฒนธรรมล้านนากับธรรมชาติ มรดกตกทอดภายในครอบครัว และงานหัตถศิลป์ พลังธรรมชาติทั้งที่เห็นได้และมองไม่เห็นล้วนได้รับความเคารพ บ่งถึงการให้เกียรติบรรพบุรุษและความทรงจำของชุมชน และการติดต่อกับภูตผี ธรรมชาติปรากฏในพิธีกรรมต่างๆ ในหลายรูปแบบ เช่น เป็นวิญญาณแห่งพลังงานดั้งเดิมของสรรพสิ่ง และเป็นบุคลาธิษฐานของวัฏจักรในวิถีชีวิตเกษตรกรรม

แก่นแท้ของวิถีล้านนาก็คือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า มนุษย์จำเป็นต้องสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างสมดุล เป็นลักษณะพื้นฐานในสังคมที่พึ่งพาอาศัยกันและกันอย่างยั่งยืนระหว่างปัจเจก ชุมชน และสิ่งแวดล้อม สิ่งพิเศษคือโลกทัศน์ของชาวล้านนา (ดังแฝงอยู่ในคัมภีร์ว่าด้วยระเบียบจักรวาลและเรื่องเล่าปรัมปรา) นั้นแสดงออกผ่านความเชื่อและจารีตที่เคร่งครัด โดยเฉพาะข้อปฏิบัติส่วนบุคคลซึ่งกำหนดจริยวัตรอย่างถี่ถ้วนสำหรับปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน พื้นที่ และภูตผี

เรือนคำเที่ยงถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2387 ริมแม่น้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่ โดยแม่แซ้ด เหลนเจ้าเมืองแช่ ตัวเรือนมีองค์ประกอบที่แสดงถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมในเรือนล้านนาในสมัยก่อน เมื่อเจ้าของเรือนสิ้นแล้ว เรือนล้านนาจะเป็นมรดกตกทอดไปสู่ลูกสาว หรือญาติทางฝ่ายแม่ เรือนคำเที่ยงก็เช่นเดียวกัน เรือนคำเที่ยงเป็นตัวอย่างของเรือนล้านนาที่งดงามที่สุดหลังหนึ่งที่หลงเหลืออยู่

นิทรรศการถาวรภายในเรือน จัดแสดงงานฝีมือดั้งเดิม และการประกอบพิธีกรรมตามความนิยมของพ่อค้าใหญ่ปลายสมัยล้านนาในช่วงชีวิตของแม่แซ้ดจนถึงแม่คำเที่ยงผู้เป็นหลานสาวและที่มาของชื่อเรือน ร้อยปีแรกของเรือนตรงกับระยะที่วัฒนธรรมล้านนาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อวิถีชีวิตดั้งเดิมค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยรสนิยมแบบตะวันตก แต่เรือนคำเที่ยงยังคงรักษาจิตวิญญาณล้านนาไว้ได้ตลอดมา ตราบจนกระทั่งศาสตราจารย์ไกรสีห์ นิมมานเหมินทร์ ได้ย้ายเรือนคำเที่ยงมายังสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์เมื่อ พ.ศ. 2505 เพื่อเป็นประโยชน์ทางด้านการศึกษา เป็นพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาภาคเหนือของไทย

พิพิธภัณฑ์บ้านคำเที่ยง ผสมผสานการจัดแสดงแนวพิพิธภัณฑ์เข้ากับบริบทและบรรยากาศของบ้านประวัติศาสตร์ ความสะดุดตาได้รับการเสริมด้วยมุมแสง และลีลาของการจัดวางเข้ากันได้ดีกับสภาพของสถานที่ วัตถุถูกจัดแสดงเป็นกลุ่มให้สอดคล้องกับการใช้งานในอดีตของแต่ละพื้นที่และตามแนวการจัดแสดงโดยรวม แต่ข้าวของบางส่วนก็ไม่ใช่สิ่งที่มีไว้ใช้งานในพื้นที่นั้นๆ เสมอไป หากแต่ถูกเลือกมาเพื่อให้เห็นความงดงาม และให้เข้ากับรูปแบบวัฒนธรรมล้านนาซึ่งเป็นหัวใจของการนำเสนอ

นิทรรศการปัจจุบันเป็นชุดที่ได้รับการปรับปรุงล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งนำเสนอชีวิตและบรรยากาศแวดล้อมเรือนล้านนาในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งจะให้ความสำคัญกับวิถีชีวิต ความเชื่อ และพิธีกรรมของคนล้านนาที่ถูกนำมาตีความใหม่ เป็นการนำเสนอในรูปแบบที่ร่วมสมัยน่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับคนไทยและชาวต่างชาติ ด้วยการผลักดันของ Renaud Pierard นักออกแบบนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ใหม่ๆ หลายแห่งในประเทศฝรั่งเศส การปรับปรุงพิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยงสอดคล้องกับกระแสการจัดพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาในเวลานั้น มีการใช้ภาพและเสียงดั้งเดิมเป็นส่วนประกอบของนิทรรศการ

ทีมงานวิจัยเรือนคำเที่ยง ใช้เวลาศึกษาเกี่ยวกับดนตรีล้านนา ประเพณีการแหล่ การสวดประกอบพิธีกรรม รวมทั้งสามารถสืบเสาะหานักแหล่และนักสวดในขนบต่างๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ประเพณีการร้อง การแหล่เพลงประกอบพิธีกรรม ดนตรี และการฟ้อนรำที่เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องผี และจิตวิญญาณของคนล้านนามีให้ชมใน 5 พื้นที่หลักของเรือนคำเที่ยง

ผู้ชมจะได้ยินขับจ๊อยและพิณเปี๊ยะเพลงเกี้ยวพาราสีตั้งแต่นอกชานเรือนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการชมพิพิธภัณฑ์ ภายในพื้นที่หลักของเรือน มีจอภาพที่แสดงประวัติการสืบทอดเรือนคำเที่ยงทางสายสกุลมารดา พร้อมภาพยนตร์โบราณแสดงการฟ้อนผีมดผีเม็ง เสียงที่ได้ยินสลับไปมาระหว่างเพลงฟ้อนกับเพลงจ๊อย แทรกด้วยการเล่าเรื่องประวัติตระกูลเจ้าของเรือนในภาษาล้านนา

ในครัว ผู้ชมจะได้ชมหนังสั้นที่ถ่ายแม่จำปา หญิงล้านนาในชุดพื้นเมือง ทำแกงแคกบในครัวที่ผู้ชมกำลังยืนอยู่นั่นเอง เสียงทำครัวถูกนำมาประกอบในห้องนี้ด้วย ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังดูแม่จำปาทำกับข้าวอยู่ต่อหน้า

ที่หลองเข้าหรือยุ้งข้าว ผู้ชมจะอยู่ในบรรยากาศของการประกอบพิธีสู่ขวัญข้าวและสู่ขวัญควายซึ่งประกอบพิธีโดยปู่จารย์หนึ่งในไม่กี่คนที่หลงเหลืออยู่ในดินแดนล้านนา

ส่วนใต้ถุนเรือนเป็นพื้นที่สำหรับเรียนรู้อีกแห่งหนึ่งที่นักเรียนและผู้เข้าชมทั่วไปจะได้ชมวีดิทัศน์แอนิเมชันสามมิติแสดงวิถีชีวิตชุมชนล้านนาและสถาปัตยกรรมล้านนา ตุ๊กแกชื่อต๊กโตจะนำเสนอเรื่องราวของฝายกั้นน้ำและพิธีแรกนา

เนื้อหาหลักของแอนิเมชันอีกตอนหนึ่งกล่าวถึงวิธีการก่อสร้างและการประกอบเรือนล้านนา ผู้ออกแบบวีดิทัศน์ชุดนี้คือ Imagimax และนอกจากใช้ในเรือนคำเที่ยง วีดิทัศน์ชุดนี้ยังถูกนำไปใช้เผยแพร่พิพิธภัณฑ์ตามนิทรรศการเพื่อการศึกษาในที่ต่างๆ ด้วย

การใช้เทคโนโลยีร่วมสมัยเหล่านี้เป็นไปเพื่อเพิ่มความสามารถในการนำเสนอโดยไม่ให้เด่นเกินเนื้อหาหลัก เพราะเราเชื่อว่าการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบใหม่ๆ ในการนำเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ชมชาวไทยที่ไม่อาจเข้าถึงสาระของมรดกและวัฒนธรรมเนื่องจากเนื้อหาที่เป็นวิชาการมากเกินไปและการนำเสนอแบบเก่า

การจัดแสดงของเรือนคำเที่ยงได้นำจอภาพและเสียงประกอบเข้ามาใช้ ระบบการจัดแสดงมีการออกแบบใหม่ให้เข้ากับบทบรรยายใหม่ แต่ทั้งหมดยังคงรักษาความเป็นเรือนแบบดั้งเดิมไว้ได้

ซึ่งการรื้อถอน การประกอบใหม่ และการกระทำใดๆ ที่สำคัญกับตัวเรือนรวมถึงศาลพระภูมิประจำเรือน ล้วนผ่านการประกอบพิธีกรรมตามประเพณีและความเชื่อแบบล้านนาแล้ว

หำยนต์
หำยนต์ที่จัดแสดงอยู่บนเรือนคำเที่ยง เป็นไม้แกะสลักที่มีลวดลายอ่อนช้อยประณีตงดงาม หำยนต์ประจำเรือนวางอยู่เหนือบานประตูห้องนอนของเรือนล้านนา เชื่อกันว่ามีพลังปกป้องคนในครอบครัวจากสิ่งไม่ดีได้ และยังเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่าภายในเป็นพื้นที่ส่วนตัว บุคคลภายนอกที่เป็นคน "ต่างผี" หรือมาจากต่างสายตระกูลต้องขออนุญาตผีปู่ผีย่าก่อนจึงจะเข้าไปได้ มีความเห็นที่หลากหลายเกี่ยวกับความหมายของ "หำยนต์" บ้างเชื่อว่าเป็นสิ่งแทนพลังอำนาจของผีบรรพบุรุษ บ้างว่าเป็นพลังของบุรุษผู้ครองเรือน ความหมายของคำว่า "หำ" หมายถึงอัณฑะของเพศชาย ส่วนคำว่า "ยนต์" ในภาษาล้านนาจะมาจากรากศัพท์ที่เป็นคำสันสกฤต แปลว่า ยันตรา ซึ่งหมายถึงภาพหรือสัญลักษณ์ที่มีเวทมนต์ นักวิชาการทางเหนือหลายท่านพบว่าการตีความของคำนี้ยังมีปัญหาอยู่ อย่างไรก็ตาม ขนาดของหำยนต์แต่ละบ้านจะไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่มาจากขนาดของเท้าบุรุษผู้ครองเรือนคูณ 3 หรือ 4 เท่า โดยปกติแล้ว เมื่อเปลี่ยนบุรุษผู้ครองเรือนก็จะมีการทำพิธีถอดแผ่นหำยนต์อันเดิมออก และประกอบพิธีอีกครั้งเมื่อจะนำหำยนต์ใหม่ขึ้นแทนที่ หำยนต์ที่จัดแสดงบนเรือนคำเที่ยงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคอลเลกชั่นซึ่งสยามสมาคมฯได้เหมาซื้อมาเก็บรักษาไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2508 รวมหลายร้อยชิ้น แต่ละชิ้นมีอายุกว่า 200 ปีขึ้นไป

หำยนต์ลายเมฆไหล แกะสลักลวดลายประดิษฐ์จากลายเมฆและลายเครือเถากนกคาบได้อย่างลงตัว ด้วยลักษณะลายเมฆที่ซับซ้อนดุจการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ลายเมฆไหล

หำยนต์ลายหม้อน้ำแห่งความอุดมสมบูรณ์ (ปูรณฆฏะ) ลวดลายแบ่งได้เป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นกรอบของภาพ สลักลวดลายคล้ายตัวเหงาหรือคล้ายใบไม้ม้วนวางลายต่อเนื่องกัน คั้นตรงกลางของทุกด้านด้วยลายดอกไม้ ๔ กลีบ ส่วนที่สองเป็นลายประธานตรงกลาง ทำเป็นแจกันดอกไม้ ซึ่งเปรียบได้กับหม้อหรือแจกัน “ปูรณฆฏะ” ของศิลปะอินเดียโบราณ หมายถึงความร่ำรวย ส่วนในศิลปะล้านนา หมายถึงประทีบหรือแสงสว่างดุจปัญญา

หำยนต์ลวดลายเมฆ เป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะล้านนา ซึ่งประดิษฐ์มาจากลายเมฆในศิลปะจีน มีความหมายถึงการอยู่เย็นเป็นสุข ความอุดมสมบูรณ์ รูปแบบที่มีลายกนกเข้ามาประกอบเช่นนี้ เป็นแบบที่นิยมในสมัยหลัง

หำยนต์แกะสลักลวดลายคล้ายลายเครือเถาขมวดก้นหอย มีตัวกนกคาบประกอบที่ก้านลาย แต่เป็นลวดลายแบบประดิษฐ์ให้แตกต่างจากลายต้นแบบ เป็นความคิดสร้างสรรค์ของช่างล้านนา มีการแบ่งลายเป็นสองข้างเหมือนกัน ซึ่งเป็นที่นิยมในศิลปะล้านนา

หำยนต์แกะสลักลวดลายเครือเถา ขมวดเป็นก้นหอย ก้านลายประกอบด้วยกนกคาบ ตรงกลางทำลายดอกไม้ คล้ายลายใบเทศ ปลายสองข้างทำลายกลีบบัวประกอบกนก ลวดลายเช่นนี้เป็นการแบ่งทั้งสองข้างเหมือนกัน ซึ่งเป็นที่นิยมในศิลปะล้านนา

หำยนต์ลายประแจจีนกับใบไม้ม้วน ลวดลายที่แกะสลักแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนบนเป็นลายคล้ายลายกระจังแบบภาคกลาง เป็นรูปกลีบบัว ถัดลงมาเป็นลายประแจจีน ซึ่งหมายถึงความสมบูรณ์ ยั่งยืน ส่วนล่างตรงกลางทำลายดอกไม้ประดิษฐ์คล้ายลายประจำยาม ประกอบลายใบไม้ม้วน ขอบล่างทำเป็นวงโค้งแบบปีกกาเพื่อให้เป็นซุ้มสำหรับผู้อยู่อาศัยเดินผ่านเพื่อรับเอาความสุขสมบูรณ์ตลอดเวลา

หำยนต์แกะสลักลวดลายเป็นสองส่วน ส่วนบนเป็นลายช่องกระจก ส่วนล่างทำเป็นซุ้มโค้ง ประกอบลายเครือเถาก้านต่อดอก ทำให้เห็นถึงความร่มเย็นของผู้อยู่อาศัยในเรือนหลังนี้

แผ่นไม้ประดับอาคารมีเชิงโค้งเป็นซุ้มประตู มีแถบด้านบนแกะสลักเป็นลายคล้ายกุญแจของจีน ส่วนล่างเป็นลายพรรณพฤกษาที่ได้สัดส่วนงดงาม สอดคล้องกันทั้งซ้ายและขวา

เนื้อหาสาระถูกนำเสนอแก่ผู้ชมอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยสารคดีสั้นในรูปแบบมัลติมีเดีย ซึ่งฉายอย่างต่อเนื่องบนจอภาพที่ติดตั้งตามจุดต่างๆ โดยไม่ให้โดดเด่นกว่าวัตถุจัดแสดง

ส่วนใต้ถุนเรือนมีการแสดงวีดิทัศน์แอนนิเมชัน 3 มิติ เป็นภาพยนตร์สั้นเกี่ยวกับวิถีชีวิตในหมู่บ้านล้านนา ตัวเอกของเรื่องเป็นตุ๊กแกชื่อเจ้าต๊กโต จะนำเสนอเรื่องราวกิจกรรมและเหตุการณ์ต่างๆ ได้แก่พิธีกรรมแบบดั้งเดิม การสร้างเรือนล้านนา การก่อสร้างฝาย ซึ่งเป็นระบบชลประทานเพื่อเกษตรกรรมที่เก่าแก่ถึง 700 ปี พื้นที่บริเวณใต้ถุนเรือนใช้ในการแสดงแบบจำลองฝาย กี่ทอผ้าที่ใช้งานได้จริง เครื่องมือจับปลา ที่ทำจากไม้ไผ่หรือหวาย และเครื่องใช้หลายอย่างที่ใช้ในเรือนล้านนาสมัยก่อน

บนเรือน บริเวณที่ถัดมาจากระเบียงเป็นเติ๋น มีเพลงขับจ๊อยและพิณเปี๊ยะทำนองเกี้ยวพาราสีให้ได้ยิน ในตัวเรือนมีจอ LED ที่ฉายหนังสั้นเกี่ยวกับประวัติการสืบทอดเรือนคำเที่ยงทางสายสกุลมารดา การฟ้อนผีมดผีเม็งสมัยโบราณ เพลงขับจ๊อยและเพลงฟ้อนผีจะเปิดสลับกันเป็นพื้นหลังให้กับเสียงเล่าประวัติตระกูลของเจ้าของเรือนในภาษาล้านนา

อาคารหลังเเรกของสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2475 ใช้เป็นทั้งห้องบรรยาย ห้องสมุด และเวทีสำหรับการแสดง เมื่อ พ.ศ. 2545 สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มอบรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นแก่สยามสมาคมฯ ซึ่งรวมถึง หอประชุมเอนกประสงค์ เรือนคำเที่ยง เรือนแสงอรุณ และบริเวณของสยามสมาคมฯ ปัจจุบันหอประชุมเอนกประสงค์ของสยามสมาคมฯ ถูกใช้เพื่อการจัดประชุม สัมมนา แสดงดนตรี และการแสดงอื่นๆ อีกมากมาย

บทความวิชาการ หนังสือ เอกสารหายาก ภาพเก่า ไมโครฟิล์ม แถบเสียง แถบวีดิทัศน์ และคัมภีร์ใบลานเป็นของสะสมของสยามสมาคมฯ เป็นจุดกำเนิดของห้องสมุดสยามสมาคมฯ ซึ่งเป็นห้องสมุดที่มิใช่สมบัตรส่วนตัวของเจ้าของคนใดแห่งแรกในประเทศไทย เอกสารและหนังสือหายากในห้องสมุดโดยมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2447 ด้วยความร่วมมือของปราชญ์ชาวไทยและชาวต่างชาติในเมืองไทยสมัยนั้น สมาคมได้กลายเป็นที่รวมของสมาชิกผู้รู้ในวิชาการต่างๆ รวมทั้งนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี และนักอักษรศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน

วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งห้องสมุดของสยามสมาคมฯ คือเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับสมาชิก และนักวิชาการ นอกจากนั้น ห้องสมุดยังถูกใช้แหล่งสนับสนุนข้อมูลสำหรับกิจกรรมอันหลากหลายของสยามสมาคมฯ ด้วย เช่น การศึกษาสัญจรทั้งในประเทศและต่างประเทศ การแสดงปาฐกถาโดยผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปะและศิลปวัตถุตามมาตรฐานสากล การจัดแสดงดนตรีคลาสสิกและดนตรีร่วมสมัย การอบรมสัมมนา และจัดทำสิ่งพิมพ์ซึ่งได้แก่ Journal of the Siam Society (JSS) และ The Natural History Bulletin (NHB).

นับจากวันก่อตั้ง สยามสมาคมฯ มีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมการค้นคว้าวิจัย และรวบรวมข้อมูลความรู้เกี่ยวกับศิลปะ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติวิทยา ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อ พ.ศ. 2467 สยามสมาคมฯ ได้กำหนดคติประจำองค์กรไว้ว่า "วิชชายังให้เกิดมิตรภาพ" เป็นการสื่อว่า สยามสมาคมฯ เป็นสถานที่แบ่งปันความรู้ ซึ่งเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมไปสู่ความสัมพันธ์อันดีของสมาชิกและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศด้วย

เครดิต: เรื่องราว

สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์

เครดิต: สื่อทั้งหมด
เรื่องราวที่นำเสนอบางเรื่องเขียนขึ้นโดยบุคคลหรือหน่วยงานอิสระภายนอก ซึ่งอาจแสดงมุมมองที่แตกต่างไปจากพิพิธภัณฑ์ที่อนุเคราะห์รูปภาพตามรายชื่อด้านล่าง
แปลภาษาด้วย Google
หน้าแรก
สำรวจ
ใกล้เคียง
โปรไฟล์