6 ก.ค. 2485

Anne Frank

Anne Frank House

ชีวิตของเธอ บันทึกของเธอ มรดกของเธอ

แอนน์ แฟรงก์ เป็นเหยื่อคนหนึ่งในชาวยิวจำนวนหลายล้านคน ที่ได้รับการปฏิบัติอย่างโหดร้ายระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

เป็นเวลา 2 ปี ที่แอนน์และครอบครัวของเธอต้องหลบซ่อนอยู่ในห้องลับ ที่บริษัทของคุณพ่อของเธอ ณ ที่นั้น เธอได้เขียนบันทึกของเธอ

แอนน์ แฟรงก์ เสียชีวิตในค่ายกักกันเมื่อเธออายุได้ 15 ปี 

บันทึกของเธอรอดพ้นช่วงสงครามมาได้ และได้รับการแปลมากกว่า 70 ภาษา ทำให้ชื่อของแอนน์โด่งดังไปทั่วโลก

โดยมีการจัดแสดงบันทึกต้นฉบับไว้ที่พิพิธภัณฑ์บ้านแอนน์ แฟรงก์ (Anne Frank House)

แอนน์ แฟรงก์ หลังคลอด 1 วัน ในอ้อมกอดของคุณแม่เอดิธ แฟรงก์เฟิร์ต 13 มิถุนายน ค.ศ.1929

ชีวิตวัยเด็กในเยอรมนี

แอนน์ แฟรงก์ เกิดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ.1929 ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เธอเป็นลูกสาวคนที่สองและเป็นลูกสาวคนสุดท้องของ ออตโต แฟรงก์ และเอดิธ แฟรงก์-ฮอลเเลนเดอร์ พี่สาวของแอนน์ชื่อมาร์กอต อายุมากกว่าแอนน์ 3 ปี ครอบครัวแฟรงก์เป็นชาวยิว

ออตโต แฟรงก์ กับลูกสาวทั้งสอง มาร์กอตและแอนน์ สิงหาคม ค.ศ.1931 

ออตโต แฟรงก์ ทำงานในธุรกิจธนาคารของครอบครัว แต่เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจขั้นรุนแรงในเยอรมนี กิจการจึงไม่ค่อยดีนัก

ออตโตและเอดิธ แฟรงค์เป็นกังวลเรื่องอนาคตของตนมาก ขณะนั้น ลัทธิต่อต้านชาวยิวกำลังขยายตัว

มีผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สนับสนุนพรรค NSDAP ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งต่อต้านชาวยิว และในปี ค.ศ.1933 ฮิตเลอร์ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลประเทศเยอรมนี

ออตโตได้มีโอกาสจัดตั้งสาขาท้องถิ่นของบริษัทโอเปกตาในอัมสเตอร์ดัม โอเปกตาเป็นบริษัทที่ขายเพคติน สารวุ้นที่ใช้สำหรับผลิตแยม

ออตโตและภรรยาตัดสินใจที่จะย้ายไปอยู่อาศัยในประเทศเนเธอร์แลนด์

การอยู่อย่างปลอดภัยในอัมสเตอร์ดัม

ในปี ค.ศ.1933 แอนน์ แฟรงก์ และครอบครัวย้ายไปอยู่อาศัยในอพาร์ตเมนต์บริเวณจัตุรัสเมอร์เวดในย่านอัมสเตอร์ดัม-ซูอิต ซึ่งเป็นย่านที่ผู้อพยพชาวยิวจำนวนมากพักอาศัยอยู่

แอนน์และมาร์กอตเรียนรู้ภาษาดัตช์ได้อย่างรวดเร็วและไม่ช้าก็รู้สึกคุ้นเคยกับฮอลแลนด์ แอนน์เป็นเด็กสาวที่ร่าเริง ช่างสงสัย ผู้ชอบการเป็นจุดสนใจ ส่วนมาร์กอตค่อนข้างเงียบและจริงจังมากกว่า เธอเรียนได้เกรดดีมาโดยตลอด

ออตโต แฟรงก์ จัดตั้งบริษัทของเขาในใจกลางเมืองอัมสเตอร์ดัม เนื่องจากเขาทำงานหนัก จึงมักไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ส่วนเอดิธ แฟรงก์ ประสบกับความยากลำบากในการปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ในเนเธอร์แลนด์ เธอคิดถึงบ้านและเป็นกังวลเรื่องครอบครัวของเธอในเยอรมนีเป็นอย่างมาก

ส่วนหนึ่งของภาพยนตร์อันโดดเด่นของพนักงานสาว เมียป กีส์

สถานการณ์ในเยอรมนีเริ่มอันตรายต่อชาวยิวมากขึ้นเรื่อยๆ

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1938 เกิดการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ ที่เรียกกันในชื่อ “Kristallnacht” หรือคืนคริสตัล

ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1939 มารดาของเอดิธย้ายออกจากเยอรมนีมาอาศัยอยู่กับครอบครัวแฟรงก์

ในปี ค.ศ.1939 เยอรมนีรุกรานโปแลนด์ ทำให้อังกฤษและฝรั่งเศสประกาศสงครามกับเยอรมนี

กรุงวอร์ซอถูกทิ้งระเบิด 

การปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อชาวยิวเริ่มขึ้นแทบจะในทันที

เยอรมนีรุกรานเนเธอร์แลนด์

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1940 เยอรมนีรุกรานเนเธอร์แลนด์ และหลังจากการทิ้งระเบิดเมืองรอตเทอร์ดาม รัฐบาลดัตช์ก็ยอมจำนน การยึดครองโดยเยอรมนีจึงเริ่มต้นขึ้น

นายพลวิงเคิลแมนเดินทางไปถึงกองบัญชาการทหารเยอรมนีเพื่อลงนามแสดงการยอมจำนนของเนเธอร์แลนด์ 15 พฤษภาคม ค.ศ.1940

ข้อบังคับต่อต้านชาวยิว

ไม่นานหลังจากการรุกรานในปี ค.ศ.1940 ฝ่ายนาซีเริ่มใช้ข้อบังคับต่อต้านชาวยิว ข้อบังคับเหล่านี้ทำให้ชาวยิวต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบากมากยิ่งขึ้น ข้าราชการชาวยิวถูกปลดออก ชาวยิวไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สวนสาธารณะ โรงภาพยนตร์ และสระว่ายน้ำอีกต่อไป นอกจากนี้เด็กชาวยิวยังถูกบังคับให้ต้องไปเรียนในโรงเรียนเฉพาะสำหรับชาวยิว

แอนน์ แฟรงก์ ปรากฏตัวที่หน้าต่างที่บ้านของเธอในอัมสเตอร์ดัม

บันทึกของแอนน์

วันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ.1942 แอนน์ แฟรงก์อายุได้ 13 ปี ของขวัญวันเกิดชิ้นหนึ่งคือสมุดบันทึกลายกระดานหมากรุกสีแดงและขาว เธอเริ่มเขียนบันทึกลงในสมุดบันทึกดังกล่าวทันที สมุดบันทึกนี้เป็นสมบัติที่แอนน์หวงแหนมากที่สุด และเธอนำติดตัวไปด้วยเมื่อครอบครัวแฟรงก์ย้ายไปหลบซ่อนตัว 3 สัปดาห์ถัดมา

การปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อชาวยิว

เมื่อการยึดครองโดยเยอรมนีดำเนินต่อไป สถานการณ์ก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับชาวยิวในเนเธอร์แลนด์ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ.1942 เป็นต้นไป ชาวยิวทุกคนต้องติดดาวสีเหลืองบนเสื้อผ้าของตน ชาวยิวเริ่มถูกเรียกไปรายงานตัวเพื่อใช้แรงงานในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน เยอรมนีอ้างว่าชาวยิวเหล่านี้จะถูกส่งไปยังค่ายแรงงานในเยอรมนี แต่ในความเป็นจริงพวกเขาถูกส่งไปยังค่ายกักกันเพื่อสังหาร

เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเนรเทศ ออตโตและเอดิธได้จัดเตรียมห้องลับอยู่ด้านหลังของส่วนต่อเติมในบริษัทของออตโต มาร์กอต แฟรงก์ เป็นคนแรกๆ ที่ถูกเรียกไปรายงานตัวเพื่อส่งไปยังค่ายแรงงาน เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ.1942 วันถัดมาครอบครัวแฟรงก์จึงย้ายไปอยู่อาศัยในห้องลับบริเวณถนนปรินเซนกรัคต์

ครอบครัวแฟรงก์อาศัยอยู่ในห้องลับร่วมกับหุ้นส่วนธุรกิจของออตโต แฟรงก์ คือนายเฮอร์มาน วาน เพลส์ นางออกุสต์ ภรรยาของเขา และปีเตอร์ ผู้เป็นลูกชาย พนักงานของออตโต คือเบ็ป วอสคุยล์, วิกเตอร์ คูเกลอร์, โยฮันเนส ไคลแมน, กับเมียป กีส์ และแจนสามีของเธอ คอยส่งอาหารให้พวกเขา 

ในระหว่างวัน พวกเขาต้องอยู่ในห้องลับอย่างเงียบกริบ เพื่อมิให้ผู้ที่ทำงานอยู่ในโกดังด้านล่างทราบว่ามีชาวยิวหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องลับ เฉพาะช่วงเวลากลางคืนและในวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้นที่พวกเขาสามารถพูดได้โดยไม่ต้องกระซิบ และสามารถกดชักโครกได้

หลังจากผ่านไป 2-3 เดือน ในวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ.1942 สมาชิกคนที่ 8 ก็เข้ามาอาศัยอยู่ในห้องลับด้วย นั่นคือนายฟริตซ์ เฟฟเฟอร์ เขาเป็นหมอฟันของเมียป กีส์ เพื่อเตรียมห้องให้เขาอยู่ มาร์กอตจึงย้ายไปพักในห้องเดียวกับพ่อและแม่ ส่วนแอนน์ต้องอยู่ร่วมห้องกับนายฟริตซ์ เฟฟเฟอร์

‘เพื่อนและคนรู้จักชาวยิวของพวกเราจำนวนมากถูกกวาดต้อนไปเป็นกลุ่ม พวกเกสตาโปปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างทารุณมาก (…) ถ้าที่เนเธอร์แลนด์ยังเลวร้ายขนาดนี้ แล้วในที่ห่างไกลความเจริญที่พวกเยอรมันส่งพวกเขาไป จะเป็นอย่างไร พวกเราคาดว่าชาวยิวที่ถูกกวาดต้อนไปส่วนใหญ่ถูกสังหาร สถานีวิทยุอังกฤษระบุว่าพวกเขาถูกรมด้วยแก๊ส บางทีนั่นอาจเป็นวิธีที่จะตายอย่างรวดเร็วที่สุดแล้ว’

แอนน์ แฟรงก์ 9 ตุลาคม ค.ศ.1942

การกวาดต้อนชาวยิวในอัมสเตอร์ดัม วันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ.1943
รถไฟแล่นออกจากเมืองเวสเตอร์บอร์กไปยังเมืองเอาชวิตซ์

‘เธอได้รู้มานานแล้วว่าความปรารถนาสูงสุดของฉันคือการได้เป็นนักหนังสือพิมพ์ และเป็นนักเขียนชื่อดังในเวลาต่อมา’

แอนน์ แฟรงก์ 9 ตุลาคม ค.ศ.1942

‘นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการปลดปล่อยที่เฝ้ารอมานานจริงๆ น่ะหรือ (...) เฮ้อ คิตตี ส่วนที่ดีที่สุดของการบุกของสัมพันธมิตรคือฉันมีความรู้สึกว่าเพื่อนๆ กำลังใกล้มาถึง’

แอนน์ แฟรงก์ 6 มิถุนายน ค.ศ.1944

ผู้ที่อยู่ในห้องลับติดตามข่าวเกี่ยวกับการบุกนอร์มังดีอย่างกระตือรือร้นและมีความหวัง ออตโต แฟรงก์ ใช้เข็มหมุดทำเครื่องหมายการรุกคืบของกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร ลงในแผนที่บนผนังห้องของครอบครัวแฟรงก์ ในห้องลับ

การเสียชีวิตของแอนน์

ในวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ.1944 ผู้ที่หลบอยู่ในห้องลับถูกจับกุม พวกเขาถูกทรยศ พวกเขาถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกันชั่วคราวเวสเตอร์แบงก์ ในเนเธอร์แลนด์ วันที่ 3 กันยายน พวกเขาถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกันเอาชวิตซ์-เบียร์เคเนา ในเขตประเทศโปแลนด์ที่ถูกเยอรมนียึดครอง ที่นั่น พวกผู้ชายและพวกผู้หญิงถูกแยกออกจากกัน แอนน์ได้เห็นคุณพ่อของเธอเป็นครั้งสุดท้าย เธอถูกกำหนดให้อยู่ในโรงเรือนของผู้หญิง ร่วมกับมาร์กอตและเอดิธ

เมื่อถึงปลายเดือนตุลาคม 

แอนน์และมาร์กอตถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกันเบอร์เกน-เบลเซน ในเยอรมนี

เอดิธ คุณแม่ของพวกเธอยังคงอยู่ในค่ายกักกัน

เอาชวิตซ์-เบียร์เคเนา และเสียชีวิตที่นั่นเมื่อวันที่ 6 มกราคม ค.ศ.1945

ภายหลังการเดินทางโดยรถไฟอันเลวร้ายเป็นเวลา 3 วัน แอนน์และมาร์กอตก็เดินทางไปถึงค่ายกักกันเบอร์เกน-เบลเซน ในเยอรมนี ค่ายกักกันนี้มีประชากรแออัด และต้องอาศัยอยู่ในเต็นท์ เมื่อเต็นท์ถูกทำลายจากพายุที่รุนแรง นักโทษก็ต้องย้ายไปอยู่ในโรงเรือนที่มีประชากรแน่นเกินอยู่แล้ว

ค่ายกักกันเบอร์เกน-เบลเซนมีสภาพเลวร้ายมาก มีอาหารให้เพียงเล็กน้อยหรือไม่มีให้เลย และสภาพสุขอนามัยก็ย่ำแย่ นักโทษจำนวนมากเจ็บป่วยและเสียชีวิตลง มาร์กอตและแอนน์ แฟรงก์ ติดเชื้อไข้รากสาดใหญ่ (ไข้ไทฟัส) พวกเธอเสียชีวิตในเดือนมีนาคม ค.ศ.1945 เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ค่าย จะได้รับการปลดปล่อย

ฮันเนลี กอสลาร์ และแอนน์ แฟรงก์ รู้จักกันมาตั้งแต่อยู่โรงเรียนอนุบาล พวกเธอไม่ได้พบกันตั้งแต่ปี ค.ศ.1942 เมื่อแอนน์ย้ายไปหลบซ่อนตัว ในค่ายกักกันเบอร์เกน-เบลเซน ฮันเนลี หวนคิดถึงครั้งสุดท้ายที่เธอได้คุย กับแอนน์

ภายหลังจากกองทัพรัสเซียปลดปล่อยเมืองเอาชวิตซ์เมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1945 ออตโต แฟรงก์ ก็ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ เขาเป็นเพียงคนเดียวในจำนวนผู้หลบซ่อนตัวด้วยกันทั้ง 8 คน ที่มีชีวิตรอดจากสงคราม

วันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ.1945 กองทัพเยอรมันในยุโรปตะวันตกที่เมืองแร็งส์ (Reims) ประเทศฝรั่งเศส ยอมจำนน

ออตโตเดินทางกลับ

ภายหลังการเดินทางอันยาวนานและยุ่งเหยิง ออตโตเดินทางกลับไปยังอัมสเตอร์ดัมในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1945 เขาย้ายไปอาศัยอยู่กับเมียป กีส์ และแจนผู้เป็นสามี เขาทราบเรื่องการเสียชีวิตของภรรยาแล้ว แต่เขาไม่ทราบชะตากรรมของลูกสาวทั้งสองคนเลยแม้แต่น้อย

ไม่กี่สัปดาห์ถัดมา เขาได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของแอนน์และมาร์กอต เมื่อเป็นเช่นนั้นเมียปจึงมอบบันทึกของแอนน์ให้แก่เขา เธอเก็บรักษามันไว้อย่างดีตั้งแต่ครอบครัวแฟรงก์ถูกจับตัวไป

ออตโต แฟรงก์ และผู้ให้ความช่วยเหลือทั้งสี่ สิงหาคม ค.ศ.1945 ด้านหลัง: โยฮันเนส ไคลแมน และวิกเตอร์ คูเกลอร์ ด้านหน้า: เมียป กีส์, ออตโต แฟรงก์ และเบ็ป วอสคุยล์

บันทึกของแอนน์ได้รับการตีพิมพ์

ภายหลังการคิดใคร่ครวญอย่างหนัก ในที่สุดออตโต แฟรงก์ ก็ตัดสินใจให้มีการตีพิมพ์บันทึกของแอนน์ ในช่วงแรก การหาผู้ตีพิมพ์เป็นไปด้วยความยากลำบาก ออตโตได้ให้บุคคลหลายคนดูบันทึกนี้ หนึ่งในนั้นคือ นักประวัติศาสตร์ชื่อแจน โรไมน์

เขาเขียนบทความเกี่ยวกับบันทึกนี้ลงในหนังสือพิมพ์ระดับชาติชื่อ “เฮต แพโรล” เมื่อวันที่ 3 เมษายน ค.ศ.1946 บทความนี้ดึงดูดความสนใจของสำนักพิมพ์ และได้ตัดสินใจตีพิมพ์บันทึกเล่มนี้ หนังสือ “เฮต อัคเตอรุสต์” ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ.1947 ทำให้ความฝันของแอนน์ที่จะเป็นนักเขียนกลายเป็นความจริงภายหลังการเสียชีวิต ของเธอ

ฉบับภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า Anne Frank: The diary of a young girl" ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1952 ทำให้บันทึกของแอนน์มีชื่อเสียงโด่งดัง มีการนำไปดัดแปลงเป็นละครเวทีในปี ค.ศ.1955 โดยนักเขียนบทละครชาวอเมริกัน 2 คน และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในบรอดเวย์

ในปี ค.ศ.1959 ละครเวทีเรื่องนี้ได้รับการนำไปทำเป็นภาพยนตร์ โดยมีมิลลี เพอร์กินส์ แสดงเป็นแอนน์ แฟรงก์

จากห้องลับสู่พิพิธภัณฑ์

ความสำเร็จของบันทึกนี้ทำให้เกิดความสนใจเกี่ยวกับห้องลับของแอนน์ แฟรงก์ ในไม่ช้าก็มีผู้คนเดินทางมาเพื่อชมห้องลับ และพวกเขาก็ได้รับการ นำชมรอบๆ โดยพนักงานบริษัทโอเปกตา ในปี ค.ศ.1955 บริษัท โอเปกตาได้ย้ายออกไป เนื่องจากอาคารอยู่ในสภาพทรุดโทรม จึงมีแผนที่จะทุบทำลาย แต่ด้วยความพยายามของชาวเมืองอัมสเตอร์ดัม อาคารจึงอยู่รอดต่อไป ด้วยความร่วมมือกับออตโต แฟรงก์ ชาวเมืองได้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์บ้านแอนน์ แฟรงก์ เปิดให้สาธารณชนเข้าชมตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ.1960 

นักเรียนชาวอเมริกันจากเมืองสคาร์สเดลมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์บ้านแอนน์ แฟรงก์ ในปี ค.ศ.1961

ในปี ค.ศ.1953 ออตโต แฟรงก์ แต่งงานกับฟริตซี มาร์โควิตซ์ และพวกเขาก็ย้ายไปอาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ บันทึกของลูกสาวยังคงมีบทบาทสำคัญในชีวิตของเขา เขาได้รับจดหมายหลายพันฉบับจากผู้อ่านทั่วโลก ฟริตซีและออตโตตอบจดหมายเหล่านั้น ออตโตเสียชีวิตในปี ค.ศ.1980

ตั้งแต่เปิดให้เข้าชมในปี ค.ศ.1960 พิพิธภัณฑ์บ้านแอนน์ แฟรงก์ ดึงดูดผู้มาเยี่ยมชมจำนวนมาก ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 มีการสร้างอาคารหลังใหม่ที่หัวมุมถนนปรินเซนกรัคต์และตลาดเวสเตอร์มาร์กต์ เพื่อรองรับความสนใจของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์นี้ต้อนรับผู้มาเยี่ยมชมมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี

ด้านล่างคือภาพเคลื่อนไหวชุดสุดท้ายของเมียป กีส์ ในพิพิธภัณฑ์ เธอกำลังจัดเรียงเอกสารส่วนตัวบางชิ้น ไม่นานก่อนการเปิดเส้นทางชมใหม่ในพิพิธภัณฑ์ในปี ค.ศ.1999

เมียป กีส์ เป็นหนึ่งในผู้ให้ความช่วยเหลือผู้ที่อาศัยอยู่ในห้องลับแห่งนี้

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในอัมสเตอร์ดัม พิพิธภัณฑ์บ้านแอนน์ แฟรงก์ ได้จัดแสดงห้องลับแบบออนไลน์ เป็นภาพ 3 มิติของห้องลับในสมัยสงคราม

พิพิธภัณฑ์บ้านแอนน์ แฟรงก์ เป็นองค์กรอิสระที่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลรักษาห้องลับแห่งนี้ พิพิธภัณฑ์นี้ได้นำเรื่องราวชีวิตของเธอมาสู่ความสนใจของผู้คนทั่วโลก เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาเห็นถึงอันตรายของการต่อต้านชาวยิว การเหยียดและกีดกันเชื้อชาติ รวมทั้งความสำคัญของอิสรภาพ สิทธิที่เท่าเทียม และประชาธิปไตย

พื้นหลังของแผ่นภาพนี้แสดงผนังห้องของแอนน์ แฟรงก์ ในห้องลับ ซึ่งเธอติดภาพต่างๆ ไว้จำนวนมาก

เครดิต: เรื่องราว

This exhibit has been created by the Anne Frank House
in Amsterdam. — For more information, visit http://www.annefrank.org. 

Diary quotes Anne Frank: —
Anne Frank: The Diary of a Young Girl : the definitive edition. Ed. by Otto H. Frank and Mirjam Pressler; transl. by Susan Massotty. — Copyright © The Anne Frank - Fonds, Basle, Switzerland, 1991, 2001
English translation of the diary — Copyright © Doubleday, a division of Random House, Inc. 1995, 2001

เครดิต: สื่อทั้งหมด
เรื่องราวที่นำเสนอบางเรื่องเขียนขึ้นโดยบุคคลหรือหน่วยงานอิสระภายนอก ซึ่งอาจแสดงมุมมองที่แตกต่างไปจากพิพิธภัณฑ์ที่อนุเคราะห์รูปภาพตามรายชื่อด้านล่าง
แปลภาษาด้วย Google
หน้าแรก
สำรวจ
ใกล้เคียง
โปรไฟล์