พ.ศ. 2361 - พ.ศ. 2411

ของขวัญแห่งมิตรภาพ ๑

Queen Sirikit Museum of Textiles

ส่วนที่ ๑: การพบกันในช่วงแรก ภาพ“ทัศนียภาพของเมืองบางกอก” พ.ศ. ๒๓๖๕ ภาพเขียนฝีมือของ เอช. เอ. ซี. จากหนังสือ Journal of an Embassy from the Governor-General of India to the Courts of Siam and Cochin - China ของจอห์น ครอว์เฟิร์ด พ.ศ. ๒๓๗๑

ของขวัญแห่งมิตรภาพ
นับตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของความสัมพันธ์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาใช้คำว่า “Great and Good Friend” ขึ้นต้นจดหมายที่เขียนกราบบังคมทูลพระกรุณาพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสยาม คำขึ้นต้นอย่างเป็นทางการนี้ชวนให้หวนนึกถึงสมัยที่การติดต่อกันระหว่างรัฐบาลไทยกับสหรัฐอเมริกายังจำกัดอยู่เพียงการส่งราชทูตและหนังสือเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีเท่านั้น ซึ่งก็เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเจริญงอกงามไปมากเพียงใดตลอดระยะเวลา ๒๐๐ ปี

ภาพเหมือนประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร พ.ศ. ๒๓๖๐
ฝีมือของชาร์ลส์ เบิร์ด คิง พิมพ์แกะลายเส้นโดยกู๊ดแมน แอนด์ พิกก็อต

ได้รับความอนุเคราะห์จากหอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา; LC-USZ62-16956

การติดต่อครั้งแรก

สี่ทศวรรษหลังจากที่อาณานิคมในทวีปอเมริกาประกาศเอกราชจากจักรวรรดิอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๙ ในขณะที่พ่อค้าวาณิชอเมริกันต่างกำลังหาหนทางค้าขายกับประเทศนอกมหาสมุทรแอตแลนติกให้มากขึ้นกว่าเดิม สยามก็กำลังวางแผนรับมือกับการล่าอาณานิคมของประเทศยุโรปที่รุกล้ำเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรมและระยะทางที่ห่างไกลจะแบ่งแยกทั้งสองประเทศ แต่สยามและสหรัฐอเมริกาต่างก็หมายที่จะผูกมิตรไมตรีอันดีต่อกัน
ทั้งสองประเทศติดต่อกันเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๓๖๑ ในสมัยที่ระยะทางที่ห่างไกลยังกั้นกลางประเทศทั้งสองในด้านวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์ แต่กระนั้น การมาเยือนสยามของชาวอเมริกันใน พ.ศ. ๒๓๗๖ ก็ทำให้มีการจัดทำสนธิสัญญาฉบับแรกระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศในทวีปเอเชีย และสร้าง “ไม้ตรีมีความราบคาบต่อกันชั่วฟ้าแลดิน” มาจนถึงทุกวันนี้ ในยุคที่การเดินทางโดยเรือระหว่างสองประเทศต้องใช้เวลาแรมเดือน การที่สยามเข้าร่วมงานเวิลด์ แฟร์ของสหรัฐอเมริกาหลายครั้ง ก็เสมือนเป็นการยกราชอาณาจักรสยามมาไว้ใกล้สหรัฐอเมริกา

ภาพ“ทัศนียภาพของเมืองบางกอก” พ.ศ. ๒๓๖๕ ภาพเขียนฝีมือของ เอช. เอ. ซี. จากหนังสือ
Journal of an Embassy from the Governor-General of India to the Courts of Siam and Cochin - China ของจอห์น ครอว์เฟิร์ด พ.ศ. ๒๓๗๑

จดหมายจากดิศ บุนนาค (พ.ศ. ๒๓๑๑-๒๓๙๘) ที่มีไปยังประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร (พ.ศ. ๒๓๐๑-๒๓๗๔) เป็นการติดต่อกันทางจดหมายเป็นครั้งแรกระหว่างรัฐบาลสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสหรัฐอเมริกา และลงนามโดย “Phaja Surivongmontri” (พระสุริยวงศ์มนตรี) ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์ของดิศ บุนนาค ขุนนางผู้มีอำนาจมากในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ หรือตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สืบมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

จดหมายฉบับนี้กล่าวถึงนายสตีเฟน วิลเลียมส์ (พ.ศ. ๒๓๒๔-๒๓๘๗) กัปตันเรือชาวอเมริกันที่นำสินค้ามาแลกเปลี่ยนกับน้ำตาลที่กรุงเทพมหานคร และได้เข้าเฝ้าพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ภายหลังได้เสด็จผ่านพิภพเป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๓๑-๒๓๙๔)

นายวิลเลียมส์ก็ได้มีส่วนช่วยเริ่มสร้างความสัมพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาในโลกตะวันออก

จดหมายจากพระยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ บุนนาค) ถึงประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร พ.ศ. ๒๓๖๑
ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกเอกสารโบราณ หอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา; James Monroe Papers Series I. เอกสารเลขที่ 4784-4785

การเยือนของนายโรเบิร์ตส์

นายเอ็ดมันด์ โรเบิร์ตส์ (พ.ศ. ๒๓๒๗-๒๓๗๙) ตัวแทนของสหรัฐอเมริกา เดินทางเยือนจักรวรรดิและราชอาณาจักรที่สำคัญ ๆ ในทวีปเอเชีย เพื่อจัดทำข้อตกลงทางการค้าในนามของสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นภารกิจทางการทูตภารกิจแรกของประเทศที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่นี้ นายโรเบิร์ตส์และลูกเรือของเรือรบอเมริกัน พีค็อกเดินทางมาถึงอ่าวสยามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๗๖ ซึ่งใช้เวลาเกือบหนึ่งปีนับจากวันที่ออกเดินทางจากเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์

สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ระหว่างราชอาณาจักรสยามกับสหรัฐอเมริกา ร่างใน พ.ศ. ๒๓๗๖ และให้สัตยาบันใน พ.ศ. ๒๓๗๙ ๓๖๖ x ๕๓ ซม.

ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของสยามได้เพียงแค่ครึ่งศตวรรษเท่านั้นเมื่อครั้นที่นายโรเบิร์ตส์และคณะเดินทางมาถึงสยาม แต่กระนั้น ก็ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่พลุกพล่านภายในช่วงเวลาไม่นาน

ในระหว่างที่พำนักอยู่ที่บางกอก นายโรเบิร์ตส์มักพบปะพูดคุยกับดิศ บุนนาค ซึ่งในขณะนั้น มีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาพระคลัง (กรมพระคลัง) และรับผิดชอบด้านการเจรจาสนธิสัญญา

สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ระหว่างราชอาณาจักรสยามกับสหรัฐอเมริกา ร่างใน พ.ศ. ๒๓๗๖ และให้สัตยาบันใน พ.ศ. ๒๓๗๙ ๓๖๖ x ๕๓ ซม.

ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ

สามปีหลังจากที่มีการร่างสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ ซึ่งเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศในทวีปเอเชีย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงประทับพระราชลัญจกรรูปไอราพตเป็นการให้สัตยาบันอย่างสมบูรณ์ พร้อมกันกับรัฐสภาสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีมาร์ติน แวน บิวเรน (พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๔๐๕)

เนื่องจากทั้งสองประเทศไม่เข้าใจภาษาของอีกฝ่ายมากพอ จึงมีการเขียนเนื้อความเป็นภาษาโปรตุเกสและภาษาจีนกำกับ “ไว้เปนพยานเรื่องความ” ด้วย

สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ระหว่างราชอาณาจักรสยามกับสหรัฐอเมริกา ร่างใน พ.ศ. ๒๓๗๖ และให้สัตยาบันใน พ.ศ. ๒๓๗๙ ๓๖๖ x ๕๓ ซม.

ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ

จุดประสงค์หลักของสนธิสัญญาฉบับนี้คือ เพื่อกำหนดระบบอากรที่ใช้กำกับการนำเข้าและส่งออกสินค้าโดยพ่อค้าชาวอเมริกัน ด้วยเช่นนั้น จึงเป็นการส่งเสริมการค้าด้วย ถึงแม้ว่าความสำเร็จของสนธิสัญญาฉบับนี้จะมีข้อจำกัดด้วยระยะทางอันห่างไกลที่กั้นกลางระหว่างทั้งสองประเทศ แต่ก็นับว่าสนธิสัญญาดังกล่าวเป็นก้าวที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาและสยามในการพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองของประเทศในฐานะที่เป็นประเทศที่ทรงอำนาจของโลก

สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ระหว่างราชอาณาจักรสยามกับสหรัฐอเมริกา ร่างใน พ.ศ. ๒๓๗๖ และให้สัตยาบันใน พ.ศ. ๒๓๗๙ ๓๖๖ x ๕๓ ซม.

ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ

ช้างพระราชทานอันลือเลื่อง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชสาส์นไปยังประธานาธิบดีเจมส์ บูแคนัน โดยมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานช้างหนึ่งคู่เพื่อ “ไว้ให้สืบพืชพันธุ์ในทวีปอเมริกา” หลังจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชปฏิสันถารกับกัปตันชาวอเมริกันคนหนึ่ง และทรงทราบว่าไม่มีช้างอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังได้พระราชทานงาช้างด้วยอีกหนึ่งคู่ “เพื่อจะให้เปนยศปรากฏนามของกรุงสยามยิ่งขึ้นไป”

จดหมายตอบจากประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๐๕

ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ, 6158611

เมื่อพระราชสาส์นของพระองค์ไปถึงกรุงวอชิงตัน ดี. ซี. นายอับราฮัม ลินคอล์น (พ.ศ. ๒๓๕๒-๒๔๐๘) ก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และประเทศก็เข้าสู่สงครามกลางเมือง ประธานาธิบดีลินคอล์นได้ปฏิเสธพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างสุภาพ ใน พ.ศ. ๒๔๐๕ โดยชี้แจงว่าภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาไม่ “เหมาะแก่การขยายพันธุ์ช้าง” ทั้งนี้ เป็นไปได้ว่าความขัดแย้งในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าวมีส่วนทำให้ประธานาธิบดีลินคอล์นตัดสินใจเช่นนั้น

ถึงแม้สยามจะไม่ได้ส่งช้างคู่นั้นเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังสหรัฐอเมริกา แต่น้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสารตอบกลับอันสุภาพจากประธานาธิบดีลินคอล์นก็ได้แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพที่ทั้งสองประเทศมีต่อกัน

พระราชสาส์นในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประธานาธิบดีเจมส์ บูแคนัน พ.ศ. ๒๔๐๔

ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ; 6923529

พระราชสาส์นจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ
๑๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๙๙

พระราชสาส์นในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ (ตัดมาบางส่วน) พ.ศ. ๒๓๙๙

ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ; 6923526

Letter from King Mongkut to President Franklin Pierce (excerpt), 1859

Courtesy of the National Archives and Records Administration, General Records of the United States Government; 6923542

บัตรพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. ๒๔๐๒

ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ; 6923541

ฉลองพระองค์ครุย
เสื้อคลุมปักทองอันประณีตซึ่งเรียกว่า “ฉลองพระองค์ครุย” เป็นฉลองพระองค์สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าตามขัตติยราชประเพณี โดยมีต้นกำเนิดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยนั้น นอกจากเจ้านายในราชสำนักจะทรงฉลองพระองค์ครุยแล้ว ฉลองพระองค์ครุยยังเป็นของขวัญที่มอบให้แก่ผู้ที่มีตำแหน่งสำคัญในต่างประเทศ เพื่อเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตอีกด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (พ.ศ. ๒๔๓๔-๒๕๑๙) พระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และประธานสมัชชาสหประชาชาติ (พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๐๐) ในกาลต่อมา ประทานเครื่องราชอิสริยยศนี้แก่สถาบันสมิธโซเนียน ขณะที่ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๔๙๕) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงฉลองพระองค์ครุยชุดนี้ ขณะที่ทรงเข้าร่วมพิธีของสยาม ในภายหลัง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระโอรสในพระองค์ ก็ทรงฉลองพระองค์ครุยชุดนี้ด้วยเช่นกัน

ฉลองพระองค์ครุยนี้โดยลักษณะแล้วมีความเปราะบาง เนื่องจากเป็นงานปักด้ายทองอันละเอียดอ่อนซึ่งมีแนวโน้มที่จะชำรุดหรือทำปฏิกิริยาออกซิเดชันได้โดยง่าย ในการเตรียมฉลองพระองค์ครุยนี้เพื่อการขนส่งและการจัดแสดง ได้มีการเย็บฉลองพระองค์ครุยด้วยมือเพื่อให้ด้าย ตะเข็บ และลวดลวยที่ปักบนฉลองพระองค์ครุยที่รุ่ยออกมามีความคงทนขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการใส่แผ่นป้องกันไม่ให้ด้ายเสียดสีกันเอง เนื่องจากน้ำหนักและความเปราะบางของฉลองพระองค์ครุยชุดนี้ จึงต้องจัดแสดงโดยการวางบนพื้นที่แทบจะเรียบสนิท เพื่อป้องกันไม่ให้ตะเข็บชำรุด

ฉลองพระองค์ครุย
ของขวัญประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ แก่สถาบันสมิธโซเนียน พ.ศ. ๒๔๙๐ ๙๘ x ๗๙ ซม.
ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน ; E-385867-0;
ถ่ายโดยจิม ดิลอเรโต

ผ้านุ่งสำหรับขุนนาง
มีการใช้กรรมวิธีสองวิธีจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการทอผ้านุ่งผืนนี้ ซึ่งก็คือ การมัดหมี่ ด้วยการย้อมด้ายพุ่งก่อนนำไปทอ และการทอเสริมด้วยด้ายพุ่งสีทอง ที่เรียกว่าการทอผ้ายก เช่นเดียวกับเครื่องถมที่ใช้ในราชสำนัก การออกแบบผ้านุ่งปูมเขมรผืนนี้ โดยเฉพาะแถบสองเส้นริมขอบผ้า แสดงให้เห็นว่าทำมาให้ขุนนางนุ่ง ข้าราชสำนักเท่านั้นที่ใช้ผ้าชนิดนี้

ผ้านุ่งสำหรับขุนนาง
ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. ๒๓๙๙ ๙๖ x ๓๑๙ ซม.

ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; E89-0;
ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต

นอกจากนี้ บรรดาของขวัญที่พระราชทานแก่ประธานาธิบดีแฟลงคลิน เพียร์ซ ยังทัดเทียมใกล้เคียงกับเครื่องอิสริยยศที่พระราชทานแก่ข้าราชสำนัก และถือได้ว่าเป็นสิ่งที่แสดงถึงฐานันดรศักดิ์และการยอมรับเข้าสู่ราชสำนักสยาม

ขันถมทอง
ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. ๒๓๙๙ ๑๑.๒ x ๒๑.๕ ซม.

ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; E63-0; E65-0, E66-0
ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต และลูเซีย อาร์เอ็ม มาร์ติโน และเคท ดี. เชอร์วูด

โดยหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในสนธิสัญญาแฮร์ริสเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๙ พระองค์ก็ได้พระราชทานเครื่องถม ผ้า และศาสตราวุธ ซึ่งมีความหมายมิใช่เป็นแต่เพียงของขวัญเท่านั้น หากยังหมายถึงทรงเชื้อเชิญแขกเมืองให้มายังราชสำนักสยามอีกทางหนึ่งด้วย

พานรองถมทอง
ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. ๒๓๙๙ ๑๐.๕ x ๒๑.๑ ซม.

ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; E63-0; E65-0, E66-0
ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต ลูเซีย อาร์เอ็ม มาร์ติโน และเคท ดี. เชอร์วูด

กาน้ำถมทอง
ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. ๒๓๙๙ ๒๒.๒ x ๑๖.๒ ซม.

ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; E63-0; E65-0, E66-0
ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต ลูเซีย อาร์เอ็ม มาร์ติโน และเคท ดี. เชอร์วูด

กรรไกรเครื่องตัดผมถมทอง
ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. ๒๓๙๙ ความยาว ๓๕.๓ ซม.
ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; E63-0; E65-0, E66-0
ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต และลูเซีย อาร์เอ็ม มาร์ติโน

ชุดเชี่ยนหมากถมตะทองและชุดเครื่องแป้งถมตะทอง กาน้ำ ซองพลู พานรอง ขัน โถปริก และกระโถนปากแตรใหญ่
ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่สถาบันสมิธโซเนียน พ.ศ. ๒๔๑๙

ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; ซ้าย: E27150-0, E27153-0, E27155-0, E27156;
ถ่ายโดยจิม ดิลอเรโต

ชุดเชี่ยนหมากถมตะทองและชุดเครื่องแป้งถมตะทอง กาน้ำ ซองพลู พานรอง ขัน โถปริก และกระโถนปากแตรใหญ่
ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่สถาบันสมิธโซเนียน พ.ศ. ๒๔๑๙
ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; ขวา E27149-0, E27153-0, E27157-0;
ถ่ายโดยจิม ดิลอเรโต

ดาบกับกริชเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่บ่งบอกถึงฐานันดรศักดิ์ในราชสำนักสยาม เช่นเดียวกับสิ่งของหลายชิ้นที่ประกอบรวมกันเป็นชุดข้าวของที่บ่งบอกถึงฐานันดรศักดิ์ อาวุธเหล่านี้เน้นให้เห็นถึงความเป็นพหุสังคมของกรุงเทพมหานคร ที่เปิดรับวัฒนธรรมจากหลายประเทศทั่วเอเชีย รวมถึงญี่ปุ่น และหมู่เกาะแถบคาบสมุทรมลายูด้วย

ดาบทำอย่างญี่ปุ่น ฝักไม้แก้ว (ด้านบน)
ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; E100-0;
ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต ลูเซีย อาร์เอ็ม มาร์ติโน

ดาบทำอย่างญี่ปุ่น ฝักถมทอง (ตรงกลาง)
ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ; 5923141

กริชเหล็กไหลมลายู และฝักไม้แก้ว (ด้านล่าง)
ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; E100-0;
ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต ลูเซีย อาร์เอ็ม มาร์ติโน และเฟร็ด โชชาร์ด

ดาบทำอย่างญี่ปุ่น ฝักไม้แก้ว
ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. ๒๓๙๙

ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; E100-0;
ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต ลูเซีย อาร์เอ็ม มาร์ติโน

ดาบทำอย่างญี่ปุ่น ฝักถมทอง
ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีเจมส์ บูแคนัน (ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นเป็นผู้รับ) พ.ศ. ๒๔๐๔ ยาว ๘๖.๔ ซม.

ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ; 5923141

กริชเหล็กไหลมลายู และฝักไม้แก้ว
ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. ๒๓๙๙ ความยาว ๔๒.๕ ซม.

ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; E100-0;
ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต ลูเซีย อาร์เอ็ม มาร์ติโน และเฟร็ด โชชาร์ด

ภาพเหมือนประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ
ศิลปินไม่ทราบชื่อ ของขวัญจากประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๓๙๙

ได้รับความอนุเคราะห์จากกรมศิลปากร ราชอาณาจักรไทย

ภาพเหมือนประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน
ชิ้นนี้สันนิษฐานว่าเป็นผลงานของเรมบรันต์ พีล (พ.ศ. ๒๓๒๑-๒๔๐๓) และภาพเหมือน Patriae Pater ของประธานาธิบดีคนแรกของพีล ที่แขวนอยู่ที่อาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกาและทำเนียบขาว พีลวาดงานชิ้นนี้ขึ้นใหม่ จนเสร็จครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๓๖๖ และก็กลับมาแก้อีกหลายต่อหลายครั้งตลอดช่วงชีวิตของเขา ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่างานชิ้นนี้เป็นของแท้ที่พีลวาดขึ้น -

ของขวัญจากประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๓๙๙
๙๒ x ๗๙ ซ.ม.
ได้รับความอนุเคราะห์จากกรมศิลปากร ราชอาณาจักรไทย

ของขวัญแห่งมิตรภาพ ระหว่าง ราชอาณาจักรไทย และ สหรัฐอเมริกา
เครดิต: สื่อทั้งหมด
เรื่องราวที่นำเสนอบางเรื่องเขียนขึ้นโดยบุคคลหรือหน่วยงานอิสระภายนอก ซึ่งอาจแสดงมุมมองที่แตกต่างไปจากพิพิธภัณฑ์ที่อนุเคราะห์รูปภาพตามรายชื่อด้านล่าง
แปลภาษาด้วย Google
หน้าแรก
สำรวจ
ใกล้เคียง
โปรไฟล์