บริเวณปากคลองบางกอกน้อย แต่เดิมเป็นราชอาณาเขตของ “กรมพระราชวังหลัง” ซึ่งมีพระนามเต็มว่า “กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข” ซึ่งเป็นที่ 3 ในรัชกาลที่ 1
ด้วยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ตั้งอยู่บนสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ จึงได้รับการตั้งชื่อว่า
“ศิริราชพิมุขสถาน”
เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าของพระราชวังเมื่อครั้งโบราณ
The Movable Throne (2014) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumSiriraj Bimuksthan Museum
สถานพิมุขมงคลเขต : หอเทิดพระเกียรติกรมพระราชวังหลัง
เพื่อรำลึกถึง กรมพระราชวังหลัง พระราชประวัติและพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่มีต่อสยาม ได้รับการถ่ายทอดผ่านงานศิลปะประเภทต่างๆ ในห้องนิทรรศการ “สถานพิมุขมงคลเขต”
The Display of Anurakdeveskittiprakas (2003) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumและPanya VijinthanasarnSiriraj Bimuksthan Museum
อนุรักษ์เทเวศร์กิตติประกาศ : พระประวัติผ่านงานจิตรกรรม
สิ่งจัดแสดงหนึ่งที่มีความพิเศษเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ จิตรกรรมไทยประเพณี ถ่ายทอดพระประวัติกรมพระราชวังหลังตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนสิ้นพระชนม์โดยเรียงตามลำดับการนำเสนอจากซ้ายไปขวา
การจัดแสดงประกอบด้วย แสงเคลื่อนไหวตามจังหวะการบรรยาย การอ่านทำนองเสนาะประกอบดนตรีไทยโดยกวีชื่อดัง
งานศิลปะชิ้นนี้ ยังแสดงให้เห็นขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ของไทย เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พิธีหล่อและติดตั้งพระพุทธรูป สัญลักษณ์ของโบราณสถาน เครื่องแต่งกาย และวิถีชีวิตเรียบง่ายของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำ
Anurakdeveskittiprakas (2003) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumและPanya VijinthanasarnSiriraj Bimuksthan Museum
สถานที่ประสูติ
กรมพระราชวังหลัง ประสูติเมื่อ พ.ศ. 2289 ในสมัยอยุธยา เดิมชื่อ นายทองอิน เป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงอุปสมบทและทรงศึกษาในพระอาราม
การศึก
สมัยกรุงธนบุรี พระองค์ทรงประกอบพระกรณียกิจถวายงานในสมเด็จพระเจ้าตากสิน และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองโคราช (นครราชสีมา) ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ดังปรากฏในภาพวาด จะเห็น “ซุ้มประตูชุมพล” ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของเมืองโคราชที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน
รัชกาลที่ 1 เถลิงถวัลยราชสมบัติ
หลังจากปราบกบฏแล้ว พระองค์ทรงกราบทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขึ้นครองราชย์ (ทองด้วง) ซึ่งทรงถือพระแสงขรรค์ประทับบนบัลลังก์
กรมพระราชวังหลัง
ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศขึ้นเป็น กรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ ดำรงพระเกียรติยศเป็น กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ซึ่งเรียกกันเป็นสามัญว่า กรมพระราชวังหลัง ด้วยคุณงามความดีปกป้องบ้านเมืองและความจงรักภักดี
กรมพระราชวังหลัง (ทองอิน) ประทับบนเสลี่ยง ซึ่งเป็นเครื่องประกอบอิสริยยศ
พระกรณียกิจ
ตลอดพระชนม์ชีพ กรมพระราชวังหลังทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายต่อแผ่นดิน โดยเฉพาะพระราชกิจด้านราชการสงครามป้องกันพระราชอาณาจักร
ภาพแสดงยุทธหัตถีที่หน้าประตูเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการทำสงครามบนหลังช้างตามประเพณีโบราณ ถือเป็นเกียรติยศของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์
พระกรณียกิจด้านวัฒนธรรม
เมื่อเสร็จสิ้นพระราชกิจการสงคราม กรมพระราชวังหลังทรงอุทิศพระองค์ทำนุบำรุงวัดวาอาราม ในภาพแสดงวัดลงสีทอง เช่น วัดอมรินทรารามตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย
อีกส่วนหนึ่งของจิตรกรรมพระประวัติกรมพระราชวังหลัง แสดงพระราชวัง มีพระอัครชายาชื่อ ทองอยู่ ได้รับยกย่องว่าเป็นเจ้านายที่มีฝีพระหัตถ์เป็นเลิศด้านอาหารคาวหวาน ขนมที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ คือ 'ขนมค้างคาว' อาหารทานเล่นทำจากแป้งใส่ไส้หมูสับ ปั้นเป็นทรงสามเหลี่ยมคล้ายปีกค้างคาวแล้วนำไปทอด
นอกเหนือจากรายละเอียดประวัติศาสตร์ไทยดั้งเดิมแล้ว ยังมีเหตุการณ์ร่วมสมัยสอดแทรกอยู่บนผลงานจิตรกรรมนี้ ตัวอย่างของศิลปะร่วมสมัย ได้แก่ “กระสอบทรายยักษ์ หรือ บิ๊กแบ๊ก” ที่ใช้เป็นแนวกั้นในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ของประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2554 หรือ "ปลากระเบน" ในแม่น้ำเจ้าพระยา เรือโบราณ ตลาด ไม้ผล สวน และ สุนทรภู่ กวีไทยชื่อดังระดับโลก ผู้ได้รับการยกย่องโดยองค์การยูเนสโก
พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ
กรมพระราชวังหลังสด็จทิวงคตด้วยพระชนมายุ 61 พรรษา มีการจัดพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ณ สนามหลวง
มีการมหรสพสมโภช 3 วัน เพื่อเทิดพระเกียรตินักรบผู้ยิ่งใหญ่เเห่งราชอาณาจักร โดยมีการละเล่นแบบดั้งเดิมตามโบราณราชประเพณีมากมาย
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้หล่อพระพุทธรูปทองคำแท้ขนาดเท่าพระองค์จริงกรมพระราชวังหลัง พระพุทธรูปนี้ประดิษฐานในบุษบกด้านหลังฐานชุกชีพระเเก้วมรกต
The Movable Throne (2014) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumSiriraj Bimuksthan Museum
บุษบก
ด้านหน้าภาพจิตรกรรม มีบุษบกที่ที่วิจิตรตระการตาตั้งอยู่บริเวณกลางห้อง บุษบกนี้เป็นงานหัตถกรรมสมัยใหม่ สลักด้วยลวดลายต่างๆ ใช้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปหรือสิ่งมงคลทางศาสนา
The Wooden Base of the Movable Throne (2014) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumSiriraj Bimuksthan Museum
สร้างบุษบก
บุษบกสร้างจากไม้สักแกะสลักตั้งเป็นเสา 4 ต้นสมมาตร และมีส่วนประกอบของสถาปัตยกรรมไทยตามความเชื่อเรื่องพุทธจักรวาล
Making of the Moveable Throne (2013-09-19) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumSiriraj Bimuksthan Museum
The Carving of the Movable Throne (2013) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumSiriraj Bimuksthan Museum
Golden Moveable Throne (-2014) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumSiriraj Bimuksthan Museum
การตกแต่ง
ผลงานชิ้นเอกนี้ ตกแต่งด้วยเทคนิคอันละเอียดอ่อนที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน เช่น การปิดทอง งานแกะสลัก และประดับกระจกสีที่ส่องประกายดึงดูดสายตาของผู้เยี่ยมชม
The Glittering Movable Throne (2013) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumSiriraj Bimuksthan Museum
Phra Nirantarai (2014) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumSiriraj Bimuksthan Museum
พระนิรันตราย
ภายในบุษบกประดิษฐานพระพุทธรูปที่เรียกว่า "พระนิรันตราย" เป็นพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์ กรุด้วยทองสัมฤทธิ์ ปางสมาธิ
ลักษณะงดงามด้วย พระพักตร์รูปไข่ พระนลาฏกว้าง ขนงโก่ง พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่ง รูปทรงพระโอษฎ์เอิบอิ่ม สมบูรณ์แบบ ปลายพระกรรณยาวเกือบถึงไหล่ เป็นต้น
The Ancient Weapons (2013) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumSiriraj Bimuksthan Museum
มรดกในครอบครองของกรมพระราชวังหลัง
ในระหว่างการเตรียมงานนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ทายาทสืบเชื้อสายราชสกุลกรมพระราชวังหลัง ได้มอบศัสตราวุธที่เป็นมรดกของตระกูล ให้ไว้กับศิริราชเพื่ออนุรักษ์และจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์
การอนุรักษ์ศัสตราวุธ
จากการศึกษา พบว่า ศัสตราวุธอันทรงคุณค่านี้มีอายุราว 150 ปี มีลักษณะพิเศษทางหัตถศิลป์และงานช่างฝีมือจากกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายและมีที่มาจากหลายแหล่ง
หลักการอนุรักษ์ศัสตราวุธ คือ หยุดการเสื่อมสภาพทางกายภาพ และรักษารูปทรงและการออกแบบดั้งเดิมของศัสตราวุธไว้
3D Version of Thai Sword, Ayutthaya Style (-1800) โดย Swordsmith of AyutthayaSiriraj Bimuksthan Museum
เราได้ฟื้นดาบอยุธยาให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
The Ancient Weapon (2010) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumSiriraj Bimuksthan Museum
ศัสตราวุธเหล่านี้ แสดงถึงยศตำแหน่งของผู้ครอบครอง เช่น ดาบราชวงศ์ที่ใช้ในราชการซึ่งสื่อถึงการร่วมศึกสงครามอย่างหาญกล้าของกรมพระราชวังหลัง
The Ancient Weapons Room (2013) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumSiriraj Bimuksthan Museum
ห้องศัสตราวุธโบราณ
ด้วยรายละเอียดและรูปแบบที่สวยงาม ศัสตราวุธยังบ่งชี้ถึงความสามารถของช่างตีดาบและต้นกำเนิดจากรูปแบบต่าง ๆ เรื่องราวของความกล้าหาญและการเสียสละของบรรพบุรุษของเราจะได้รับการยอมรับ ยกย่อง และคงอยู่กับประวัติศาสตร์ไทยตลอดไป
A set of Embroidered Cloth of Xihan (2013) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumSiriraj Bimuksthan Museum
ผ้าปักไซ่ฮั่น
ในแง่ของพระปรีชาสามารถทางวรรณกรรม กรมพระราชวังหลังยังได้รับมอบหมายจากรัชกาลที่ 1 ให้เป็นผู้อำนวยการแปล นวนิยายเรื่อง "ไซ่ฮั่น" โดยแปลจากภาษาจีนเป็นไทยนวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในสองพงศาวดารจีนถัดจาก "สามก๊ก" เนื้อเรื่องแสดงให้เห็นถึงธรรมาภิบาลที่ดี และดำรงของจรรยาบรรณของกษัตริย์และเจ้าหน้าที่ของรัฐ
วรรณกรรมชิ้นนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
Xihan Embroidered Cloth (2012) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumSiriraj Bimuksthan Museum
ผ้าปัก แต่ละตัวละครเรื่องไซ่ฮั่น
เพื่อแสดงถึงมนต์เสน่ห์ของไซ่ฮั่น ตัวละครถูกถ่ายทอดผ่านชุดไหมปักอย่างพิถีพิถัน
ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีนถักทออย่างประณีตทุกเส้น เพื่อสร้างงานศิลปะที่งดงามคู่ควรกับเรื่องราวที่เล่าขาน
Diorama of Phra Sri Muang (2012) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumSiriraj Bimuksthan Museum
พระศรีเมือง
กรมพระราชวังหลัง ยังเป็นนักประพันธ์ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ดังปรากฏในบทละครที่ทรงนิพนธ์เรื่อง “พระศรีเมือง” นวนิยายเรื่องนี้ ถูกเขียนขึ้นในรูปแบบกลอนและเป็นอีกหนึ่งผลงานทรงคุณค่าชิ้นหนึ่งในวงการวรรณกรรมไทย
A Scene from the Diorama of Phra Sri Muang (2012) โดย Siriraj Bimuksthan MuseumSiriraj Bimuksthan Museum
แม้ว่าในปัจจุบัน ต้นฉบับของเรื่องพระศรีเมือง จะถูกเก็บไว้ที่ห้องต้นฉบับโบราณของหอสมุดแห่งชาติ แต่ก็มีการจัดแสดงบางฉากที่พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ในรูปแบบไดโอรามาซึ่งผู้เยี่ยมชมสามารถมาเพลิดเพลินกับทุกรายละเอียดของศิลปะอันละเอียดอ่อนถ่ายทอดถึงพระราชประวัติกรมพระราชวังหลัง นักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งรัตนโกสินทร์ตอนต้น
สนใจเรื่อง ดีไซน์ ใช่ไหม
รับข้อมูลอัปเดตจาก Culture Weekly ที่ปรับเปลี่ยนในแบบของคุณ
เรียบร้อยแล้ว
Culture Weekly ฉบับแรกจะมาถึงในสัปดาห์นี้